เครื่องปรับอากาศ
เทคโนโลยีสร้างความเย็นกาย สบายใจ
บรรยากาศภายในบ้านที่เย็นสบายในขณะที่ภายนอกร้อนจัด คงเป็นบรรยากาศที่หลายๆ
คนต้องการแน่นอน เพราะอากาศย่อมมีผลกับสภาวะของร่างกาย และจิตใจ อากาศที่ร้อนย่อมส่งผลให้สภาวะทางอารมณ์ร้อนตามได้ง่าย
การทำให้พื้นที่ภายในบ้าน เย็นสบายนั้น มีหลากหลายวิธีด้วยกัน วิธีแรกที่อยากจะแนะนำก็คือ
วิธีทางธรรมชาติ เช่น การปลูกต้นไม้รอบบ้าน เพื่อบังแดดและกรองอากาศที่เป็นพิษ แต่วิธนี้กอาจจะต้องใช้เวลานานสักหน่อยกว่าที่ต้นไม้ที่ปลูกนั้นจะเติบโตพอที่จะช่วยบังแดดและกรองอากาศได้
แต่วิธีนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นวิธีที่ยั่งยืน ส่งผลดีต่อสุขภาพ
หรือแม้แต่การออกแบบบ้าน ทิศทาง วัสดุก่อสร้างที่ช่วยให้บ้านเย็น หากเลือกใช้ทุกวิธีแล้ว
อากาศภายในบ้านก็ยังไม่เย็นพอ ก็อาจจะเป็นเพราะทำเลที่ตั้ง เช่น ในเมือง
การจัดสวนต่างๆ เป็นไปได้ยากนัก ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คงหนีไม่พ้น
เครื่องปรับอากาศ หรือ แอร์ เป็นตัวเลือกสุดท้าย ที่จะช่วยให้อุณหภูมิภายในบ้านเย็นสบาย
เราจึงนำข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ในการเลือกซื้อ เครื่องปรับอากาศ ให้เหมาะสมกับบ้านหรือห้องของคุณ
ซึ่งหลายท่านอาจกำลังสับสนอยู่ว่า บ้านของเราเลือกกี่ BTU ดี เพราะดูตามในศูนย์การค้า
มีให้เลือกเยอะเหลือเกิน
ทำไมต้องเลือก
BTU ให้เหมาะสม
ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจก่อนว่า BTU ย่อมาจาก British
Thermal Unit นั่นคือ ขนาดของการทำความเย็นในเครื่องปรับอากาศ
ซึ่งหน่วยวัดจะมีผลต่อขนาดน้ำหนัก โดย 1 ตัน
สามารถทำความเย็นได้ 12000 BTU/hr. มีให้เลือกซื้อกันตั้งแต่ขนาด
9,000 BTU วิธีการเลือกซื้อ อันดับแรก
คุณต้องรู้ขนาดของห้องก่อน และสำรวจดูว่า ห้องของคุณมีแดดเข้ามามากน้อยขนาดไหน
เพราะหากห้องที่มีแสงแดดสาดส่องได้ง่าย ความสามารถในการทำความเย็น ก็จะถูกลดลงไป
หากโดนแดดมากเกินไป อาจแก้ไขปัญหาส่วนนี้ก่อน เช่น การติดผ้าม่าน ติดกระจกพร้อมฟิล์มกันความร้อน
หรืออื่นๆ ต่อไปก็วัดขนาดของห้อง โดยปกติแล้ว BTU จะนำมาคำนวณร่วมกับอุณหภูมิความร้อนเฉลี่ยต่อชั่วโมง
หากเป็นอุณหภูมิห้องทั่วไป ไม่ร้อนมาก ค่าความร้อนประมาณ 700 BTU แต่หากแดดส่องเยอะ ทำให้ความร้อนสูงขึ้น อาจนำค่าความร้อนที่ 900
BTU มาคำนวณ ตัวอย่างเช่น ห้องนอนปกติ
ขนาด 20 ตร.ม. แดดไม่ส่อง คำนวณโดย ขนาดห้อง x
ค่าความร้อน = 20 x 700 การเลือกเครื่องปรับอากาศ
ควรเลือกขนาด 14,000 BTU นั่นเอง แต่หากยังสงสัย งงๆ กับการคำนวณ ไม่ต้องเป็นห่วง
ทางเว็บไซต์ คำนวณมาให้โดยประมาณแล้วครับ
- BTU สูงไป คอมเพรสเซอร์ทำงานตัดบ่อยเกินไป
เนื่องด้วยสามารถทำความเย็นได้เร็วเกิน ทำให้ประสิทธิ์ภาพในการทำงานลดน้อยลง
ทำให้ความชื้นในห้องสูง ไม่สบายตัวและที่สำคัญราคาแพงและสิ้นเปลื้องพลังงาน
- BTU ต่ำไป คอมเพรสเซอร์ทำงานหนักตลอดเวลา
เพราะความเย็นห้องไม่ได้ตามอุณหภูมิที่ตั้งไว้ ผู้ใช้มักจะเลือกอุณหภูมิต่ำ
เมื่อเลือกต่ำแล้วยังรู้สึกไม่เย็น ก็จะลดต่ำลงอีก
ทำให้สิ้นเปลื้องพลังงานและเครื่องเสียเร็ว
ทั้งนี้ การเลือกซื้อจริง ขนาดของ BTU อาจขึ้นอยู่กับยี่ห้อ และหากขนาดห้องใหญ่มาก
คุณอาจเลือกคำนวณด้วยการแบ่งพื้นที่ห้อง
และแยกติดตั้งเครื่องปรับอากาศแต่ละจุดเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
อีกสิ่งที่สำคัญสำหรับการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกประเภท ควรดูฉลาก เบอร์ 5
เพื่อการประหยัดค่าไฟฟ้านะครับ
ใครจะเชื่อว่า เตียงนอนก็มีหลักฮวงจุ้ยด้วย เตียงนอนที่ดี ที่จะทำให้เรานอนหลับสบายก็มีหลักการของ ฮวงจุ้ยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ใครจะเชื่อ!! แต่ถึงแม้ว่าคุณจะเชื่อไม่ก็ตาม หากจะลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้ก็คงไม่เสียหายอะไร เอาล่ะเรามาดูกันสิว่าฮวงจุ้ยเตียงนอนแบบไหนที่จะทำให้คุณหลับสบาย ตื่นมามีชีวิตสดใสราบรื่นเฮงๆ ไปตลอดทั้งวันหรืออาจจะทั้งปี!!
1.เตียงนอนที่อยู่ใต้ไฟ (ศีรษะมีไฟส่อง) จะทำให้ปวดศีรษะง่ายเครียดง่ายหรือมีเรื่องร้อนใจเสมอ
2.เตียงนอนวางอยู่ใต้คาน จะทำให้ต้องรับภาระหนัก มีเรื่องให้แก้ปัญหาเสมอ
3.เตียงนอนมีเสาบังอยู่ทั้ง 2 ข้าง เหมือนถูกบีบจากเสา จะทำให้มีแต่เรื่องเครียดอยู่ตลอดเวลา
4.เตียงนอนตรงประตูทางเข้าออก จะทำให้เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ อยู่เสมอ
5.เตียงนอนตรงประตูห้องน้ำ จะมีอาการป่วยด้วยโรคช่องท้อง เช่น มดลูก ท่อปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก อัมพาต
6.เตียงนอนวางลอยๆ กลางห้อง ดูแล้วเหมือนเมรุเผาศพ คนเดินผ่านได้รอบข้างเป็นการจัดวางที่รับอันตรายได้รอบทิศทางถือว่าไม่เป็นมงคล
7.กระจกแผ่นใหญ่ส่องเตียงนอน จะทำให้ป่วยง่าย ทำให้ตกใจง่าย เหมือนถูกผีหลอกทั้งๆ ที่เป็นตัวเอง การป่วยจะเป็นการป่วยเรื้อรัง
8.วางเตียงนอนไว้ใต้บันได ถือว่ารับแต่ของสกปรก หรืออัปมงคลไว้ตลอดเวลาเป็นลักษณะกดทับแก้ปัญหายาก
9.เตียงนอนอยู่ใต้เครื่องปรับอากาศในส่วนของหัวเตียง ลักษณะศีรษะจะถูกกดทับตลอดเวลาทำให้มีแต่เรื่องเครียดอยู่ตลอดเวลา

ทุกวันนี้ การอยู่อาศัยในห้องกลายมาเป็นที่นิยมมากขึ้น
ทั้งการอยู่แบบคอนโดมิเนียม อพาร์ตเม้นต์
หรือแม้แต่การปรับแต่งห้องนอนเดิมให้ใช้งานอย่างอื่นเพิ่ม
ห้องของแต่ละคนก็มีปัญหาหรือข้อจำกัดต่างกันไป เราได้รวบรวมมาไว้ 5 ข้อ
พร้อมชี้แนะทางออกให้ด้วยวิธีง่ายๆ
แม้ห้องที่เรายกมาเป็นตัวอย่างจะไม่เหมือนห้องของคุณเสียทีเดียว แต่รับรองว่าไอเดียเหล่านี้
นำไปใช้ได้แน่นอน
1."ข้าวของเยอะ แต่มีที่น้อย"
ขนาดเพียง 20 ตารางเมตร
ไอเดีย ปัญหานี้ ต้องแก้ด้วยการทำที่เก็บของให้เยอะที่สุด โดยคำนึงว่า
ยิ่งซ่อนได้มากก็ยิ่งไม่รก ขณะเดียวกันก็ต้องหยิบใช้ได้สะดวกด้วย
1.ยกพื้นเตียงขึ้นไป ด้านล่างเก็บของได้เยอะเลย โดยเฉพาะของที่ไม่ต้องใช้งานบ่อยๆ
เหมาะมาก
2.ระหว่างตู้สองตู้ ติดราวเสื้อเข้าไป กลายเป็นตู้เสื้อผ้าได้ง่ายๆ
แถมติดม่านเข้าไปอีกหน่อย แค่นี้ก็เรียบร้อยน่าดู
3.ตู้สองชั้น ชั้นในทำเป็นตู้เก็บของติดผนัง ส่วนชั้นนอก ใส่รางเลื่อนเข้าไป
ให้สามารถเลื่อนไปมาได้ ดูคล้ายๆประตูตู้แบบบานเลื่อน แต่เก็บของได้
4.ตู้ลิ้นชักแบบแนวตั้ง ตู้รูปแบบนี้ ช่วยให้คุณเก็บของได้มากโดยใช้พื้นที่นิดเดียว
แถมเมื่อปิดเข้าไปยังดูเรียบร้อยอีกด้วย
แต่ไม่ควรออกแบบให้หน้าตู้ลิ้นชักแต่ละอันกว้างเกินไป จะทำให้หนักและเลื่อนยาก
5.เหนือโต๊ะทำงานที่ปลายเตียง ลองขโมยพื้นที่บนอากาศ
ทำเป็นชั้นห้อยลงมาจากฝ้าเพดาน เก็บของได้ไม่น้อย
2."มีหน้าต่างรอบด้าน แต่งยากจัง"
ขนาดเพียง 28 ตารางเมตร
ไอเดีย ห้องนอนสมัยนี้ชอบออกแบบให้เห็นวิวข้างนอกเยอะๆ จึงมีหน้าต่างอยู่รอบด้าน
ทำให้คุณไม่รู้จะหันหัวเตียงไปทางไหน ไม่รู้จะวางตู้เสื้อผ้าอย่างไร ไม่ยากเลย
แค่ปรับเปลี่ยนความเคยชินของคุณเล็กน้อยเท่านั้น
1.หัวเตียงไม่จำเป็นต้องอยู่ชิดผนังก็ได้ ลากออกมาอยู่กลางห้องเสียเลย
โดยหันเตียงให้สามารถมองเห็นวิวได้ขณะที่นอน
2.โต๊ะทำงานก็อยากมองวิวนอกหน้าต่าง ดึงมาวางกลางห้องชนกับหัวเตียง
ช่วยให้หัวเตียงดูไม่ล่องลอยเกินไป เป็นมุมทำงานที่มองวิวได้รอบด้าน
3.ปลายเตียงวางม้านั่งยาว หรือตู้วางทีวีก็ได้
แต่ควรเลือกใช้ตู้เตี้ยๆจะได้ไม่บังวิว
4.ผนังทึบที่มีอยู่อย่างน้อย 1 ด้าน
แน่นอนว่าต้องใช้วางตู้เสื้อผ้าหรือทำตู้บิลท์อิน ไม่มีทางเลือกอื่น
3."ห้องเดียว เป็นทุกอย่าง"
ขนาดเพียง 24 ตารางเมตร
ไอเดีย ห้องครัว ห้องทำงาน ห้องนอน ห้องรับแขก ห้องกินข้าว
ถูกอัดอยู่ในห้องเดียวไม่ใช่ปัญหา
แต่ที่สำคัญต้องดูที่พฤติกรรมและจัดวางให้เกิดความเป็นสัดส่วน
1.ตู้รองเท้าจัดให้อยู่ใกล้กับประตูทางเข้า ใกล้กับเคาน์เตอร์เตี้ยสำหรับปรุงอาหาร
เลือกใช้ตู้เย็นตั้งพื้นขนาดเล็กซ่อนไว้ใต้เคาน์เตอร์พอดี ด้านบนวางเตาอบไมโครเวฟ
และด้านบนทำตู้แขวนวางถ้วยชาม 2.โต๊ะทำงานอยู่ชิดผนัง
ด้านบนทำเป็นตู้สำหรับวางหนังสือและอุปกรณ์ทำงาน
และใช้พื้นที่บนผนังสำหรับติดรูปหรือแขวนของ
3.มุมนั่งเล่น จัดให้อยู่ใกล้กับส่วนทำงาน ใช้เป็นมุมกินข้าวไปด้วยในตัว
และเมื่อมีเพื่อนมาเยี่ยมก็ลากเก้าอี้ทำงานมานั่งคุยกันได้
4.ใช้ตู้วางทีวีที่เป็นตู้สูงแทนผนัง กั้นสัดส่วนระหว่างที่นอนกับมุมนั่งเล่น
5.ที่นอนทำเป็นยกพื้นสูง เพื่อแบ่งพื้นที่ส่วนนอนให้ดูเป็นสัดส่วนยิ่งขึ้น
พื้นที่ใต้เตียงทำเป็นตู้เก็บของได้อีก
6.ระเบียงห้องส่วนที่ต่อเนื่องกับส่วนนอน ยกพื้นสูงขึ้นเช่นกัน แล้วปูพื้นไม้
เอาไว้นั่งๆนอนๆในบรรยากาศ
ของสวนระเบียง เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการใช้งานเป็นหนึ่งเดียว
เพิ่มพื้นที่ใช้สอยของทั้งสองส่วน โดยมีเพียงแค่ประตูกระจกบานเลื่อนกั้น
7.พื้นที่ระเบียงส่วนนี้ไม่ต้องยกพื้น
วางไม้กระถางที่ชอบจัดเป็นมุมสวนระเบียงขนาดเล็ก
4."ใช้งานได้ แต่ขอให้โล่งด้วย"
ขนาดเพียง 20 ตารางเมตร
ไอเดีย ห้องเล็กๆจะให้ใช้งานได้ก็ต้องมีเฟอร์นิเจอร์ แล้วจะให้โล่งได้อย่างไร อ้อ
ก็แค่ทำให้เฟอร์นิเจอร์ซ้อน พับ และเก็บเข้าไปกับผนังรอบๆ ก็เท่านั้นเอง
1.ผนังข้างเตียงทำเป็นตู้บิลท์อิน เพื่อให้พับเตียงนอนขึ้นไปเก็บได้ พื้นที่ที่เหลือก็ทำเป็นตู้และชั้นเก็บของ
2.โต๊ะทำงานออกแบบเป็นแบบบิลท์อินชิดผนัง ด้านล้างปล่อยโล่ง
ซื้อตู้ลิ้นชักแบบที่มีล้อเลื่อน สำหรับใส่อุปกรณ์ทำงานจุกจิก
ปกติจะถูกซ่อนอยู่ใต้โต๊ะ แต่ถ้าเอกสารงานที่ต้องทำเยอะๆ วางบนโต๊ะไม่พอ
ก็เลื่อนตู้ลิ้นชักออก หลังตู้ใช้แทนโต๊ะได้อีกตัว
3.เมื่อต้องการความเป็นส่วนตัวในส่วนนอน ก็เลื่อนฉากที่ซ่อนที่ผนังออกมาบัง
เป็นบานเลื่อนแบบสองตอน ใช้แทนผนังได้เลย
4. มุมกินข้าวและนั่งเล่น ทำเป็นเคาน์เตอร์ติดผนัง ด้านบนวางทีวี
ด้านล่างปล่อยโล่ง เอาไว้เก็บซ่อนโต๊ะและเก้าอี้ เมื่อต้องการใช้งานก็เลื่อนออกมา
ใช้เสร็จก็เลื่อนเก็บเข้าไป ที่สำคัญอย่าลืมติดล้อที่ขาเก้าอี้และขาโต๊ะด้วย
5.เลือกใช้โซฟาเบด สำหรับนั่งพักผ่อนและรับรองเพื่อนฝูงที่จะมานอนค้างได้
5."เสาใหญ่ยื่น ไม่สวยเลย"
ขนาดเพียง 20 ตารางเมตร
ไอเดีย เสาเจ้าปัญหา และบางทีก็ยังมีช่องท่ออีกที่ยื่นออกมาจากผนังห้อง
ดูไม่มีที่มาที่ไปเสียเลย อย่างนี้ต้องแก้ด้วยหลักของความสมมาตร
และแต่งเสาให้สวยไปเลย
1.ทำตู้เก็บของแบบบิลท์อินให้มีขนาดและยื่นออกจากผนังเท่ากับขนาดของเสา
เพื่อสร้างความสมมาตร
2.ตกแต่งพื้นผิวของเสาและตู้เก็บของให้มีพื้นผิวเหมือนกัน เช่น
ถ้าหน้าบานตู้กรุกระจกก็ให้กรุกระจกที่เสาด้วย เป็นต้น
3.หน้าบานของตู้เก็บของ ควรออกแบบให้ดูเรียบ
มือจับตู้ควรออกแบบให้ดูกลมกลืนกับหน้าบานหรือแบบไม่มีมือจับเลย
เพื่อให้ดูกลมกลืนกับฝั่งที่เป็นเสา
4.พื้นที่ตรงกลางระหว่างเสาและตู้ ทำเป็นโซฟาแบบบิลท์อิน เอาไว้นั่งเล่นพักผ่อนในห้องนอน
หรือวางโต๊ะทำงานเข้าไปก็ได้
โดยพยายามให้ความกว้างของโซฟาและโต๊ะทำงานเท่ากับขนาดของเสาที่ยื่นออกมาพอดี
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก
®Amarin
Printing and Publishing PCL®
โทรทัศน์
ปิดโทรทัศน์ทันทีเมื่อไม่มีคนดู
เพราะการเปิดทิ้งไว้นอกจากเปลืองไฟแล้ว ยังทำให้โทรทัศน์เสื่อมเร็วขึ้นอีกด้วย
อยู่บ้านเดียวกันพยายามดูโทรทัศน์เครื่องเดียวกัน
ไม่ควรปรับจอโทรทัศน์ให้สว่างมากเกินไป
และไม่ควรเปิดเสียงดังเกินความจำเป็น เพราะเปลืองไฟ และทำให้อายุเครื่องสั้นลง
ดึงปลั๊กออกถ้าไม่อยู่บ้าน
คอมพิวเตอร์
อย่าเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ถ้าไม่ใช้งาน
และแนะนำให้ติดตั้งระบบลดกระแสไฟฟ้าเข้าเครื่องเมื่อพักการทำงาน
จะประหยัดไฟได้ร้อยละ 35-40 และถ้าหากปิดหน้าจอทันทีเมื่อไม่ใช้งาน
จะประหยัดไฟได้ร้อยละ 60
ตู้เย็น
เลือกขนาดตู้เย็นให้เหมาะกับขนาดครอบครัว
อย่าใช้ตู้เย็นใหญ่เกินความจำเป็นเพราะกินไฟมาก และควรเลือกซื้อตู้เย็นประตูเดียว
เพราะตู้เย็น 2 ประตูจะกินไฟมากกว่าตู้เย็นประตูเดียวที่มีขนาดเท่ากัน
เนื่องจากต้องใช้ท่อน้ำยา
ทำความเย็นที่ยาวและใช้คอมเพรสเซอร์ขนาดใหญ่กว่าและเมื่อนำตู้เย็นเข้าบ้าน
ควรตั้งตู้เย็นห่างจากผนังบ้าน 15 เซนติเมตร
ปิดตู้เย็นให้สนิท
อย่าเปิดตู้เย็นบ่อย อย่านำของร้อนแช่ในตู้เย็น และหมั่นทำความสะอาดภายในตู้เย็น
รวมถึงแผ่นระบายความร้อนหลังตู้เย็น เพื่อที่ตู้เย็นจะได้ไม่ต้องทำงานหนัก
ควรเลือกตู้เย็นที่มีระบบละลายน้ำแข็งอัตโนมัติ
เพราะการปล่อยให้น้ำแข็งจับหนาเกินไปจะทำให้เครื่องต้องทำงานหนัก
หมั่นตรวจสอบขอบยางประตูของตู้เย็นไม่ให้เสื่อมสภาพ
เพราะจะทำให้ความเย็นรั่วออก
เตารีด
เสียบปลั๊กครั้งเดียวต้องรีดให้เสร็จ
ไม่ควรเสียบและถอดปลั๊กเตารีดบ่อยๆ เพราะการทำให้เตารีดร้อนแต่ละครั้งกินไฟมาก
ไม่ควรพรมน้ำจนแฉะเวลารีดผ้า
เพราะเตารีดต้องใช้ความร้อนในการรีดมากขึ้น
ควรดึงปลั๊กออกก่อนการรีดเสื้อผ้าเสร็จ
เพราะความร้อนที่เหลือในเตารีดสามารถรีดต่อจนกระทั่งเสร็จได้
เตาหุงต้ม
ใช้เตาแก๊สประหยัดกว่าใช้เตาไฟฟ้า
อย่าเสียบปลั๊กหม้อหุงข้าวทิ้งไว้
เพราะระบบอุ่นจะทำงานตลอดเวลาทำให้สิ้นเปลืองไฟ
กาต้มน้ำไฟฟ้า
ต้องดึงปลั๊กออกทันทีเมื่อน้ำเดือด อย่าเสียบไฟไว้เมื่อไม่มีคนอยู่
เพราะนอกจากเปลืองพลังงานแล้ว ยังอาจทำให้เกิดไฟไหม้ได้
การตกแต่งบ้าน
ควรใช้สีอ่อนตกแต่งผนังบ้าน
เพราะช่วยให้ห้องสว่าง และทาผนังนอกบ้านเพื่อการสะท้อนแสงได้ดี
ใช้แสงสว่างจากธรรมชาติให้มากที่สุด
เช่น ติดตั้งกระจกหรือฟิล์มที่มีคุณสมบัติป้องกันความร้อน แต่ยอมให้แสงผ่าน
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงไม่กี่วิธีในการประหยัดพลังงาน
ยังมีวิธีที่เราสามารถช่วยโลกและช่วยกระเป๋าสตางค์ตัวเองได้อีกมากมาย
และจะเห็นได้ว่าวิธีที่แนะนำไปนั้น ไม่ใช่วิธีที่ยากเกินความสามารถของเราเลย
เป็นที่ทราบกันดีว่าเรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตปัญหาโลกร้อน
ซึ่งเราทุกคนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีส่วนร่วมช่วยกันแก้ไขวิกฤตนี้
เพื่อให้โลกใบใสๆ ของเราทุเลาจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วย และเพื่อพวกเราทุกคน
เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยทั่วไป
-
เลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานเบอร์ 5
-
ซ่อมบำรุงอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้
และหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ จะลดการสิ้นเปลืองไฟได้
สวิตซ์
ปิดสวิตซ์ไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดเมื่อเลิกใช้งานให้เป็นนิสัย
แยกสวิตซ์ไฟออกจากกันให้สามารถเปิด-ปิดได้เฉพาะจุด
ไม่ควรใช้ปุ่มเดียวเปิด-ปิดทั้งชั้น เพราะทำให้สิ้นเปลืองพลังงาน
หลอดไฟ
ใช้หลอดผอมจอมประหยัดแทนหลอดอ้วน
ใช้หลอดตะเกียบแทนหลอดไส้ หรือใช้หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์
และควรใช้บัลลาสต์ประหยัดไฟหือบัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์คู่กับหลอดผอมจอมประหยัด
จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดไฟได้อีกมาก
ใช้หลอดไฟที่มีวัตต์ต่ำในบริเวณที่จำเป็นต้องเปิดทิ้งไว้ทั้งคืน
ใช้โคมไฟที่โต๊ะทำงานหรือติดตั้งไฟเฉพาะจุด
แทนการเปิดไฟทั้งห้อง
หมั่นทำความสะอาดหลอดไฟอย่างน้อย
4 ครั้งต่อปี จะช่วยเพิ่มแสงสว่างโดยไม่ต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้น
เครื่องปรับอากาศ
ควรเลือกขนาด BTU
เครื่องปรับอากาศให้เหมาะกับขนาดห้องและทิศทางแดด
ตลอดจนคำนึงถึงคุณสมบัติการนำความร้อนที่ผนัง เช่นมีกระจกหรือไม่
ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่
25 องศาเซลเซียส รู้ไหมว่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเพียง 1 องศาเซลเซียส
ทำให้เครื่องปรับอากาศต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 5-10
หมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศของเครื่องปรับอากาศเพื่อลดการเปลืองไฟ
ติดตั้งฉนวนกันความร้อนหรือใช้มู่ลี่กันสาดในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศ
เพื่อลดการสูญเสียพลังงานจากการถ่ายเทความร้อนเข้ามาภายในอาคาร
พร้อมทั้งอุดรอยรั่วในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศ ไม่ว่าจะเป็นตามผนังฝ้าเพดาน
ประตู ช่องแสง ฯลฯ เพื่อกันความเย็นรั่วไหลออกจากห้อง
ไม่ควรเก็บเอกสารหรือสิ่งของที่ไม่จำเป็นต้องใช้งานในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ
เพื่อลดการใช้พลังงานในการปรับอากาศภายในห้อง
หลีกเลี่ยงการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีการปล่อยความร้อน
เช่น กาต้มน้ำ หม้อหุงต้ม ฯ ไว้ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ
หากอากาศไม่ร้อนเกินไป
แนะนำให้เปิดพัดลมแทนเครื่องปรับอากาศ เพราะประหยัดพลังงานกว่ากันเยอะ
ควรปลูกต้นไม้รอบๆ
อาคาร เพราะต้นไม้ใหญ่ 1 ต้นให้ความเย็นเท่ากับเครื่องปรับอากาศ 1 ตัน
หรือให้ความเย็นประมาณ 12,000 BTU
และควรปลูกต้นไม้ช่วยบังแดดบ้างบ้านหรือบนหลังคาบ้าน เพื่อลดการทำงานของเครื่องปรับอากาศ
ภายในบ้าน
หน้าต่าง – ผ้าม่าน มูลี่
ช่องหน้าต่างที่อยู่ทางทิศตะวันตก-ตะวันออก ควรติดตั้งมูลี่ปรับแสงเพื่อกระจายแสง
และสะท้อนความร้อนได้ส่วนหนึ่ง นอกจากนี้การใช้ผ้าม่านที่หน้าต่างแบบต่างๆ
ก็จะช่วยป้องกันแสงแดด และความร้อนเข้าสู่พื้นที่ภายในห้องไปส่วนหนึ่ง
เทคนิคการระบายอากาศ
– เป็นเทคนิคที่เหมาะสมกับสภาพอากาศของบ้านเราเป็นอย่างยิ่ง
โดยให้อากาศที่สดชื่นจากภายนอกไหลเวียนเข้ามาภายในบ้าน
และระบายอากาศที่ร้อนอบอ้าวภายในออกไป โดยการเปิดช่องหน้าต่างสองด้านของห้อง
เทคนิคนี้จะทำให้ความเร็วลมที่ไหลเข้ามาในห้องเพิ่มขึ้น
การติดตั้งฉนวนกันความร้อน
– ลงไปที่ผนังและหลังคา เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลในการทำบ้านให้เย็น โดยเฉพาะห้องที่เราติดตั้งเครื่องปรับอากาศ
ฉนวนที่ผนังจะช่วยเก็บความเย็นภายในห้องไว้ได้นาน และป้องกันความร้อนจากภายนอกที่จะส่งผ่านเข้ามาทางหลังคา
และผนัง โดยเฉพาะการติดฉนวนที่ ฝ้าเพดาน และแผ่นสะท้อนความร้อนที่หลังคา ก็จะช่วยสกัดกั้นความร้อนที่มีค่าการต้านทานความร้อนมากๆ
ก็จะป้องกันความร้อนได้มากกว่า
การใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า
– เพื่อทำให้บ้านเย็นเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สร้างความสะดวกสบายที่สุดสำหรับผู้อยู่อาศัย
ได้แก่ การใช้พัดลมและเครื่องปรับอากาศ
แต่โดยปกติในบ้านมักมีความชื่นสัมพัทธ์ที่สูง 70-80% เกือบตลอดปี
จึงเป็นการยากที่จะใช้เทคนิคการระบายอากาศโดยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว
เครื่องปรับอากาศและพัดลมจึงเป็นอุปกรณ์ที่เราจำเป็นต้องมีไว้เพื่อช่วยคลายร้อนให้ในค่ำคืนที่ร้อนอบอ้าว
เพราะฝนใกล้ตกและในช่วงฤดูร้อน
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ
กับเคล็ด (ไม่) ลับ สำหรับการตกแต่งบ้านคลายร้อน
เพราะนอกจากจะสามารถช่วยลดค่าไฟภายในบ้านได้แล้วยังช่วยทำให้บ้านนั้นน่าอยู่
เหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ที่สำคัญยังช่วยต่ออายุให้กับโลกอีกด้วย
นอกจากเมืองไทยของเราจะเป็นสยามเมืองยิ้มไว้คอยตอนรับนักท่องเที่ยวแล้ว
อีกหนึ่งฉายาดังที่ควบคู่กันมา ก็คือเป็นสยามเมืองร้อนด้วย
ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ที่การสร้างบ้านในยุคใหม่จะเน้นใช้วัสดุและการตกแต่งดีไซน์ที่เป็นธรรมชาติให้มากที่สุด
ครั้นจะพึ่งเครื่องปรับอากาศ ค่าไฟที่มาแต่ละเดือนก็ทำใจเกินรับไหว
จึงขอนำเสนอเคล็ดลับการแต่งบ้านคลายร้อนให้เย็นสบาย
ให้ผู้อยู่อาศัยได้มีทางเลือกในการตกแต่งบ้าน และยังสามารถลดค่าไฟได้อีกด้วย
การทำให้บ้านเย็น
ผู้อยู่อาศัยต้องทำหลายส่วนประกอบกัน จะทำเพียงบางส่วนหรือแค่ส่วนใดส่วนหนึ่งนั้น
ผลที่ออกมาคงไม่เป็นอย่างที่หวัง นอกจากบ้านจะไม่คลายร้อนแล้ว
ท่านอาจจะเสียเวลาเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์
ภายนอกบ้าน
ต้นไม้ –
คืออุปกรณ์บังแสงแดดธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสภาพแวดล้อมมากที่สุด
ควรปลูกไม้ที่ให้ร่มเงา เช่น มะม่วง จำปี ฯลฯ ไว้ทางด้าน
ทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ เพราะมีพุ่มใบที่หนา ให้ดอกผลป้องกันแดดได้ดี
ส่วนทิศเหนือให้ปลูกไม้พุ่มเตี้ย เพื่อจะได้ไม่บังลม และสร้างความร่มรื่น
ต้นไม้ที่มีใบเล็กละเอียดสามารถรองรับความจ้าของแสงและสะท้อนความร้อนได้ดี เช่น
ต้นแก้ว ต้นเข็ม และต้นโมก ทั้งยังมีกลิ่นหอมด้วย
ผนังบ้าน
–
ควรเลือกใช้ผนังที่มีการออกแบบเพื่อป้องกันความร้อนจะทำให้บ้านลดการใช้พลังงานได้มากขึ้น
เช่น ผนังที่มีการออกแบบให้มีฉนวนอยู่ตรงกลางระหว่างชั้นมีประสิทธิภาพดีกว่าอิฐมอญ
10 เท่าดีกว่าอิฐมวลเบา 3 เท่า
ความยาวของชายคาบ้าน
– ทิศเหนือใช้ชายคายาวเพียง 0.80 – 1.00 เมตร เพราะเป็นทิศที่ได้รับแสงน้อย
แต่สำหรับทิศใต้ให้ชายคายาว 1.20 – 1.50 เมตร หรือมากกว่านี้
ส่วนตะวันออกและตะวันตกนั้นความยาวของชายคา
อาจไม่ยาวเพียงพอสำหรับการสร้างร่มเงาบนผนังและช่องหน้าต่างได้
เพราะแดดในทิศนี้ทำมุมต่ำมาก เราอาจเสริมด้วยกันสาดหรือแผงบังแดดในลักษณะต่างๆ
ตามความเหมาะสม
วัสดุมุงหลังคา
– เลือกใช้กระเบื้องที่มีสีอ่อน เพราะช่วยสะท้อนความร้อนได้มากกว่าสีเข้มถึง 50% หรือเคลือบหลังคาด้วยสีเซรามิคจะช่วยสะท้อนความร้อน
ทำให้ลดอุณหภูมิหลังคาจาก 60 องศาเซลเซียสลงไปถึง 30-40 องศาเซลเซียส
แต่การใช้สีเซรามิคจะต้องทำความสะอาดฝุ่นบนหลังคาเสมอ
เพื่อคงประสิทธิภาพการสะท้อนความร้อน แต่ถ้าเลือกใช้กระเบื้องคอนกรีต
เป็นวัสดุมุงหลังคาแล้ว ก็ไม่ควรทาสีเซรามิคอีก
การใช้สีทาบ้าน
– เทคนิคง่ายๆ อย่างหนึ่งในการช่วยสะท้อนความร้อนออกไปจากตัวบ้าน คือ
การใช้สีที่มีคุณสมบัติกันความร้อนโดยตรง
(ของบางผลิตภัณฑ์ในตลาดที่ทดสอบได้ผลแล้วอุณหภูมิลดลง 1-2 องศาเซลเซียส)
หรือสีอ่อนๆ เพราะช่วยลดอุณภูมิพื้นผิวของบ้านซึ่งจะรวมไปถึงการนำความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านอีกด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผนังด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออก
ส่วนบ้านเรือนที่อยู่ในเขตอบอุ่นที่มีฤดูหนาวถึงหนาวจัด
มักทาสีอาคารด้วยสีมืดทึมทั้งผนังและหลังคา
เพื่อช่วยดูดซับความร้อนไว้ทำให้อาคารอุ่นขึ้น