"ต้นไม้" ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยทำให้บ้านน่าอยู่มากขึ้น...
เพราะนอกจากต้นจะให้ความร่มรื่น สวยงามแล้ว ต้นไม้ยังมีประโยชน์อีกมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้ร่มเงาแก่บ้าน ช่วยให้อากาศสดชื่น แถมยังลดมลพิษภายในบ้านได้อีกด้วย
ส่วนการปลูกต้นไม้ในบ้านนั้น ตามตำราความเชื่อแต่โบราณที่สืบต่อกันมา เขาบอกว่า
มีต้นไม้หลายประเภท หลายชนิดที่ไม่ควรปลูกในบ้าน เพราะถือว่าเป็นไม้อัปมงคล
ถ้าหากปลูกไปแล้วก็จะนำมาแต่ความเดือดร้อน หรือความไม่สบายใจมาให้ผู้อยู่อาศัย
วันนี้เราก็มีข้อมูลจาก คู่สร้าง คู่สม และ สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองน่าน
จ.น่าน ในเรื่องของ "ต้นไม้ที่ไม่ควรปลูกในบ้าน" มาฝากเพื่อน ๆ กัน ไปดูกันซิว่า
จะมีต้นไม้ต้นใดที่ไม่ควรปลูกในบ้านบ้าง แล้วไม่ควรปลูกเพราะอะไร...
เรื่องอย่างนี้ใครไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่นะครับ ลองอ่านดูแล้วดูว่ามันจริงตามที่เขาแนะนำรึเปล่า
สำหรับต้นไม้ที่ไม่ควรปลูกในบ้านมีดังนี้...
กระทุ่ม : ชื่อมีความหมายถึงทุ่ม
หรือขว้างปา
กล้วยตานี : ถือว่ามีนางตานี
ปีศาจร้ายอาศัยอยู่ ไม่นิยมปลูกในบ้าน
ชบา
: ในอินเดียตอนใต้ใช้ดอกชบาร้อยเป็นพวงมาลัย
สวมคอนักโทษที่กำลังจะถูกประหารชีวิต จึงเชื่อว่าเป็นดอกไม้อัปมงคล
ชวนชม : เป็นไม้ประดับสวยงาม
ที่มีความหมายในทางชักชวนให้เชยชม
บ้านที่มีลูกสาวจะไม่ยอมปลูกต้นไม้ชนิดนี้เด็ดขาด
ตะเคียน : เป็นไม้ยืนต้นที่เชื่อกันว่า
มีผีนางไม้สิงอยู่
เต่าร้าง : ชื่อออกไปในทางหย่าร้าง
ต้นสน : เชื่อว่าถ้าปลูกแล้วจะขัดสนไปตลอดชีวิต
ต้นรัก : เพราะเชื่อว่า
จะทำให้ความรักยุ่งยากขึ้น และกลายเป็นคนมากรัก นอกจากนี้ ยางของต้นรัก
ยังเป็นอันตรายต่อผิวหนังด้วย
ต้นระกำ : ถือว่าชื่อต้นระกำนั้น
ไม่เป็นมงคลตั้งแต่โบราณมา จึงเชื่อกันว่า หากปลูกต้นระกำไว้ในบ้าน
จะทำให้ได้รับความชอกช้ำ ระกำใจ อยู่ตลอดเวลา
ต้นซ่อนกลิ่น : มีอีกชื่อว่า
ต้นซ่อนชู้ เป็นไม้ที่ไม่มงคลตามชื่อ ซึ่งหากนำมาปลูกในบ้าน
จะทำให้ความรักความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวเกิดปัญหากันขึ้น
ต้นมะระ : เป็นไม้เลื้อยก็ไม่ปลูกในบ้านเหมือนกัน
ถั่วแปบ : มีความหมายว่า กะปอบ กะแปบ
แปลว่า กะปริดกะปรอย คือ ค่อนข้างขัดข้อง ไม่ได้สะดวก
นางแย้มป่า : คนโบราณเชื่อว่าเป็นต้นไม้ผีสิง
วันดีคืนดีจะกลายเป็นผีเอาก้อนอิฐขว้างปาบ้าน
น้ำเต้า : เป็นไม้เถา
รูปร่างคล้ายนมสตรี คนมีวิชาคาถาอาคม ห้ามกิน และห้ามลอดร้านน้ำเต้า
ไผ่ : บางท้องถิ่นถือว่า
ต้องให้ผู้สูงอายุปลูกถึงจะดี หนุ่มสาวห้ามปลูก
เพราะถือกันว่าลำต้นไผ่ใช้เป็นคานสำหรับหามโลงหรือผีไปฝังในป่าช้า
ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นมะขาม และ ต้นตาล : เป็นไม้ใหญ่ ไม่นิยมปลูกใกล้บ้านหรือในรั้วบ้าน เชื่อว่ามีวิญญาณอาศัยอยู่
พุดตาน : เนื่องจากดอกพุดตานเปลี่ยนสีได้ตลอดวัน จากขาวเป็นชมพูอ่อน
และเข้มขึ้นในตอนบ่าย ทำให้เจ้าของเป็นคนสับปลับ
เพกา : เป็นของต้องห้าม
ฝักมีปลายแหลมเหมือนคมหอก ดาบ ตรีศูลหรือนพศูลนพศูลที่อยู่บนยอดปรางค์
บางทีก็เรียกว่า ฝักเพกา
ปรง : ภาคกลางไม่นิยมปลูกในบ้าน
เพราะถือกันว่า ใบของมันมักถูกนำมาใช้ประกอบหีบศพหรือทำพวงหรีด
มะละกอ
: ชื่อคล้าย
มร หรือ มะระ แปลว่า ตาย เอามาปลูกไว้ในรั้วบ้าน จะทำให้ฉิบหายวายวอด
มักนิยมปลูกนอกรั้วบ้าน หรือในสวนไกลออกไป
มะตูม : ปลูกในรั้วบ้านอาจเกิดอุบัติเหตุ เกิดอัคคีไฟตูมตามแน่
มะขามเทศ กับ หวาย : เป็นไม้มีหนามซึ่งถือกันว่า
เป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดอุปสรรคต่าง ๆ
มะพูด : เป็นต้นไม้ใหญ่เหมือนกัน
มีอาถรรพณ์บางอย่าง
มะเฟือง : ท่านว่าไม่ดี คนมีวิชาอาคม
หรือถูกลงยันต์ห้ามลอดกิ่งมะเฟือง
มะรุม : ผู้คนจะมารุมข่มเหงเอา
มะกอก : เชื่อว่าจะทำให้เจ้าของบ้านกลายเป็นคนกลับกลอก
เชื่อถือไม่ได้
รักเร่ : ใครปลูกจะเป็นคนหลายใจ
เร่ขายรัก
ลั่นทม
: ปลูกไว้ในบ้านไม่ดี
มีสุขจะกลายเป็นทุกข์ คู่ครองจะห่างเหิน จะมีแต่ความทุกข์ นานาประการ คำว่า ลั่นทม
ออกเสียงคล้ายระทม อันแปลว่าความทุกข์ แต่ภาคเหนือ เรียกลั่นทมว่า
"จำปาลาว" ทางภาคอีสานเรียกว่า "จำปา"
ไม่มีความหมายของความทุกข์จึงไม่ถือกัน
หลุ่ย : ต้นไม้ประเภทนี้มีฝัก
มักขึ้นในดินแดนใกล้ทะเล เอามาปลูกในบ้าน จะทำให้หลุดลุ่ย บ้านจะเป็นความ
ต้องรื้อถอน ต้องขายโยกย้ายกระจายไป
หลิว : คนจีนไม่นิยมปลูกในบ้านเพราะใบหลิวลู่ย้อยลงมา
เป็นสัญลักษณ์คล้ายคนโศกเศร้า เห็นเข้าทำให้อารมณ์เศร้าซึม
เขาว่าบ้านใดมีลูกสาวและปลูกต้นหลิวไว้ในบ้านด้วย ลูกสาวบ้านนั้นจะไม่มีใครมา
สู่ขอและต้องเป็นสาวแก่ทึนทึกไปจนตาย
โศก : โบราณว่าหมายถึงความโศกเศร้า
สลัดได : ไม่นิยมปลูกในรั้วบ้านเช่นกัน
เพราะหมายถึง การสลัดโชคลาภออกไปจากบ้าน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น
การปลูกต้นไม้แต่ละชนิดก็ขึ้นอยู่กับความสบายใจของเจ้าของบ้าน
เพราะบางทีความเชื่อที่สืบทอดต่อกันมาอาจจะเป็นกลอุบาย ที่มีแง่คิด หรือคำเตือน
แอบแฝงอยู่ เช่น โบราณว่าไว้ว่าห้ามปลูกต้นไม้จำพวกต้นไม้ใหญ่ที่ระหลังคา
นั้นก็เป็นเพราะว่า เมื่อต้นไม้ดังกล่าวแผ่กิ่งกระจายไป
ต้นไม้เหล่านั้นอาจจะเป็นทางเดินให้กับขโมย
หรือเป็นเพราะต้นไม้กิ่งใหญ่อาจจะทำให้หลังคาเกิดความเสียหายก็เป็นได้นะครับ แต่จะว่าไปการปลูกต้นไม้
ไม่ว่าชนิดไหน ๆ ก็ให้ประโยชน์แก่สิ่งมีชีวิต และเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์อย่างแน่นอนและที่สำคัญยังทำให้บ้านเราน่าอยู่กินด้วย
ต้นไม้ที่ปลูกหรือขึ้นเองรอบบ้านนั้นใครจะคิดว่ามีผลทางฮวงจุ้ยด้วยเหมือนกัน
โดยรอบบ้านโดยเฉพาะตำแหน่งของต้นไม้ดอกหรือต้นไม้ต่างๆ ที่อยู่ในบ้านหรือรอบๆ มีผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยภายในบ้านอย่างไม่รู้ตัว
ลองมาดูกันว่าต้นไม้ที่บ้านคุณ มีอะไรถูกหลักผิดหลัก ฮวงจุ้ย ยังไงบ้าง
1.หากคุณมีต้นไผ่ในบริเวณบ้านควรเอาใจใส่เป็นพิเศษ หมั่นดูแลให้มีใบไผ่เขียวชอุ่มดกหนาอยู่รอบบ้าน
เพราะตามหลักฮวงจุ้ยจะทำให้ผู้อยู่อาศัยเกิดความร่มเย็น เป็นสิริมงคล
แต่หากปลูกแล้วไม่ดูแล ปล่อยให้ดูโหรงเหรง อย่าปลูกดีกว่าเพราะถือเป็นอัปมงคล
2.หากบ้านมีมุมแหลมชี้เข้ามาปักหน้าบ้าน ให้ปลูกต้นไม้กั้นมุมแหลมนี้ไว้
เพื่อป้องกันความไม่สบายใจจากสิ่งชั่วร้าย
หรือจะปลูกบนดินหรือใส่กระถางก็ได้ตามใจชอบ
3.ใบไม้แห้งร่วงในบริเวณบ้านมากเกินไป จะส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้สูงอายุ
หรืออาจทำให้ฐานะครอบครัวตกต่ำลง ทางที่ดีควรหมั่นเก็บกวาดให้พื้นที่โดยรอบบ้านดู
สะอาดตาอยู่เสมอ
4.หากมีดอกไม้สีขาวหรือสีที่ใกล้เคียงกับสีขาวร่วงหล่นบนหลังคาบ้านเป็นอัปมงคล
ผิดหลักฮวงจุ้ย จะทำให้เกิดความทุกข์โศก
5.หากมีเถาวัลย์เลื้อยพันกำแพงบ้าน
จะส่งผลให้กิจการงานไม่ราบรื่นและติดขัดอยู่ตลอดเวลา
ด้วยลักษณะของเถาวัลย์ที่พันจะมองดูคล้ายกับมีอะไรมาฉุดดึงเอาไว้
6.หากมีกิ่งไม้ล้ำเข้าไปในบ้านหรือแผ่ปกคลุมหลังคาบ้าน
ถือว่าผิดหลักฮวงจุ้ยอย่างแรง เป็นอัปมงคล จะทำให้คนในบ้านเจ็บป่วยและอับโชค
7.ไม่ควรมีต้นไม้ขวางอยู่หน้าบ้าน เป็นอัปมงคล
ทำให้เกิดการขัดข้องทั้งทางร่างกายและจิตใจ
8.ควรปลูกต้นปาล์มหรือต้นสนข้างบ้านหรือหลังบ้านให้เป็นแถวและมีระเบียบ
จะช่วยให้มีความสุขและเจริญรุ่งเรือง
9.ภายในบริเวณบ้าน ไม่ควรปลูกต้นไม้ที่ให้ผล ยิ่งเป็นผลใหญ่ๆ ยิ่งไม่ควรปลูก
เพราะจะทำให้เกิดอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตและกิจการงาน
10.ควรปลูกดอกไม้หรือไม้ยืนต้นทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวบ้าน
เพราะนอกจากจะเป็นการเสริมสิริมงคลแล้ว ยังก่อให้เกิดโชคลาภแก่ผู้อยู่อาศัยอีกด้วย
11.ควรปลูกดอกไม้สีแดงสดทางทิศใต้ของบ้าน
จะเป็นการกระตุ้นหรือส่งเสริมโชคลาภให้แก่คนในบ้าน
12.ควรปลูกต้นไม้ทางทิศตะวันตกของบ้าน
เพราะจะทำให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ผู้อยู่อาศัย ทำให้อยู่เย็นเป็นสุข
ขอบคุณข้อมูลจาก horolive.com
สำหรับคนที่รักบ้านแล้ว
สัตว์ที่น่ากลัวที่สุดคงจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากจอมสวาปามตัวเล็กจิ๋วที่ชื่อว่า
“ปลวก” แม้เจ้าปลวกนี้จะดูตัวเล็กดูไร้พิษภัย แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว เมื่อมันมาอยู่รวมฝูงและสามัคคีกันสวาปามบ้านหลังสวยของเราก็มีอันผุพังได้อย่างง่ายๆ
เลยทีเดียว เว็บของเราจึงรวบรวมวิธีการป้องกันปลวกรุมทึ้งบ้านมาให้ทราบ ดังนี้
ปลวกสามารถจำแนกออกได้เป็น
3 ชนิด คือ ปลวกไม้แห้ง ไลวกไม้ชื้น กับอีกชนิดคือ ปลวกใต้ดิน ซึ่งเป็นปลวกที่ทำให้บ้านเสียหายได้มากที่สุด
โดยพวกมันจะเข้ามาทางใต้ดินตามชื่อ
แนะนำให้รู้จักกันพอสังเขปไปแล้ว
ต่อไปก็มารู้วิธีป้องกันกันเลยดีกว่า
1.
ฉีดยาป้องกัน เป็นวิธีที่ตรงจุดที่สุด
การฉีดยานี้ควรทำตั้งแต่ตอนสร้างบ้าน โดยใช้น้ำยาทาไม้ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของบ้าน
เพื่อป้องกันปลวกไม้แห้งและปลวกไม้ชื้น
และใช้น้ำยาราดลงไปในดินเพื่อป้องกันปลวกใต้ดิน หรือให้แน่นหนากว่านั้น
ก็ให้ผสมน้ำยากันปลวกลงในซีเมนต์ก่อนเทพื้นบ้านก็จะยิ่งมั่นใจได้มากขึ้น
2.
การเลือกและป้องกันไม้ ดังที่ทราบว่าไม้นี้แหละคืออาหารจานโปรดของเจ้าปลวกทั้งหลาย
ดังนั้นบ้านที่นำไม้มาใช้เป็นส่วนประกอบก็ควรเลือกและป้องกันตัวไม้ให้ดีด้วย
การเลือกไม้ในการปลูกบ้าน ควรเลือกไม้ที่มีความทนทานในการทำลายของปลวก
อาทิ ไม้สัก ไม้เต็ง ไม้แดง ไม้ชิงชัง และ ไม้ประดู่ แต่ถ้าเลือกใช้ไม้เนื้ออ่อน
เช่น ไม้ยาง ไม่สน ก็ควรอาบน้ำยาป้องกันไว้ก่อน
ในส่วนของการป้องกันนั้น
ไม้หรือโครงสร้างไม้ที่นำมาเป็นส่วนประกอบของตัวบ้าน
ไม่ควรให้สัมผัสกับพื้นผิวดินโดยตรง
และควรลงน้ำยาหรือทายาป้องกันปลวกก่อนนำมาใช้งานทุกครั้ง
และขอแนะนำไปถึงฝ้าเพดานหรือตัวโครงยึดฝ้า ว่าไม่ควรใช้ไม้ แต่ควรใช้วัสดุอื่น
เช่น อลูมิเนียมหรือโลหะขนาดเบา และควรหลีกเลี่ยงการใช้แผ่นยิปซัมบอร์ดมาทำฝ้าเพดานเพราะด้านนอกเป็นเยื่อกระดาษหุ้มผงยิปซัมภายใน
ซึ่งปลวกทำลายได้ง่าย
3.
วิธีที่ดีที่สุดน่าจะเป็นการใช้บริการบริษัทป้องกันกำจัดปลวกที่เชื่อถือได้และมีการรับประกัน
ตั้งแต่ขั้นราดยาป้องกัน เตรียมวางท่ออัดน้ำยาตั้งแต่ขณะก่อสร้างเพื่ออัดน้ำยาในท่อภายหลัง
และมีบริการตรวจอัดน้ำยาทุกๆ เดือน
หรือมีการฝังไม้สารอาหารมีพิษที่ปลวกชอบบางชนิดที่ปลวกมากินแล้วจะทำให้ตายทั้งรังในรัศมีรอบบ้าน
โดยไม่เป็นอันตรายแก่สัตว์เลี้ยงและเด็ก
ภายในบ้าน
หน้าต่าง – ผ้าม่าน มูลี่
ช่องหน้าต่างที่อยู่ทางทิศตะวันตก-ตะวันออก ควรติดตั้งมูลี่ปรับแสงเพื่อกระจายแสง
และสะท้อนความร้อนได้ส่วนหนึ่ง นอกจากนี้การใช้ผ้าม่านที่หน้าต่างแบบต่างๆ
ก็จะช่วยป้องกันแสงแดด และความร้อนเข้าสู่พื้นที่ภายในห้องไปส่วนหนึ่ง
เทคนิคการระบายอากาศ
– เป็นเทคนิคที่เหมาะสมกับสภาพอากาศของบ้านเราเป็นอย่างยิ่ง
โดยให้อากาศที่สดชื่นจากภายนอกไหลเวียนเข้ามาภายในบ้าน
และระบายอากาศที่ร้อนอบอ้าวภายในออกไป โดยการเปิดช่องหน้าต่างสองด้านของห้อง
เทคนิคนี้จะทำให้ความเร็วลมที่ไหลเข้ามาในห้องเพิ่มขึ้น
การติดตั้งฉนวนกันความร้อน
– ลงไปที่ผนังและหลังคา เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลในการทำบ้านให้เย็น โดยเฉพาะห้องที่เราติดตั้งเครื่องปรับอากาศ
ฉนวนที่ผนังจะช่วยเก็บความเย็นภายในห้องไว้ได้นาน และป้องกันความร้อนจากภายนอกที่จะส่งผ่านเข้ามาทางหลังคา
และผนัง โดยเฉพาะการติดฉนวนที่ ฝ้าเพดาน และแผ่นสะท้อนความร้อนที่หลังคา ก็จะช่วยสกัดกั้นความร้อนที่มีค่าการต้านทานความร้อนมากๆ
ก็จะป้องกันความร้อนได้มากกว่า
การใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า
– เพื่อทำให้บ้านเย็นเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สร้างความสะดวกสบายที่สุดสำหรับผู้อยู่อาศัย
ได้แก่ การใช้พัดลมและเครื่องปรับอากาศ
แต่โดยปกติในบ้านมักมีความชื่นสัมพัทธ์ที่สูง 70-80% เกือบตลอดปี
จึงเป็นการยากที่จะใช้เทคนิคการระบายอากาศโดยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว
เครื่องปรับอากาศและพัดลมจึงเป็นอุปกรณ์ที่เราจำเป็นต้องมีไว้เพื่อช่วยคลายร้อนให้ในค่ำคืนที่ร้อนอบอ้าว
เพราะฝนใกล้ตกและในช่วงฤดูร้อน
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ
กับเคล็ด (ไม่) ลับ สำหรับการตกแต่งบ้านคลายร้อน
เพราะนอกจากจะสามารถช่วยลดค่าไฟภายในบ้านได้แล้วยังช่วยทำให้บ้านนั้นน่าอยู่
เหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ที่สำคัญยังช่วยต่ออายุให้กับโลกอีกด้วย
นอกจากเมืองไทยของเราจะเป็นสยามเมืองยิ้มไว้คอยตอนรับนักท่องเที่ยวแล้ว
อีกหนึ่งฉายาดังที่ควบคู่กันมา ก็คือเป็นสยามเมืองร้อนด้วย
ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ที่การสร้างบ้านในยุคใหม่จะเน้นใช้วัสดุและการตกแต่งดีไซน์ที่เป็นธรรมชาติให้มากที่สุด
ครั้นจะพึ่งเครื่องปรับอากาศ ค่าไฟที่มาแต่ละเดือนก็ทำใจเกินรับไหว
จึงขอนำเสนอเคล็ดลับการแต่งบ้านคลายร้อนให้เย็นสบาย
ให้ผู้อยู่อาศัยได้มีทางเลือกในการตกแต่งบ้าน และยังสามารถลดค่าไฟได้อีกด้วย
การทำให้บ้านเย็น
ผู้อยู่อาศัยต้องทำหลายส่วนประกอบกัน จะทำเพียงบางส่วนหรือแค่ส่วนใดส่วนหนึ่งนั้น
ผลที่ออกมาคงไม่เป็นอย่างที่หวัง นอกจากบ้านจะไม่คลายร้อนแล้ว
ท่านอาจจะเสียเวลาเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์
ภายนอกบ้าน
ต้นไม้ –
คืออุปกรณ์บังแสงแดดธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสภาพแวดล้อมมากที่สุด
ควรปลูกไม้ที่ให้ร่มเงา เช่น มะม่วง จำปี ฯลฯ ไว้ทางด้าน
ทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ เพราะมีพุ่มใบที่หนา ให้ดอกผลป้องกันแดดได้ดี
ส่วนทิศเหนือให้ปลูกไม้พุ่มเตี้ย เพื่อจะได้ไม่บังลม และสร้างความร่มรื่น
ต้นไม้ที่มีใบเล็กละเอียดสามารถรองรับความจ้าของแสงและสะท้อนความร้อนได้ดี เช่น
ต้นแก้ว ต้นเข็ม และต้นโมก ทั้งยังมีกลิ่นหอมด้วย
ผนังบ้าน
–
ควรเลือกใช้ผนังที่มีการออกแบบเพื่อป้องกันความร้อนจะทำให้บ้านลดการใช้พลังงานได้มากขึ้น
เช่น ผนังที่มีการออกแบบให้มีฉนวนอยู่ตรงกลางระหว่างชั้นมีประสิทธิภาพดีกว่าอิฐมอญ
10 เท่าดีกว่าอิฐมวลเบา 3 เท่า
ความยาวของชายคาบ้าน
– ทิศเหนือใช้ชายคายาวเพียง 0.80 – 1.00 เมตร เพราะเป็นทิศที่ได้รับแสงน้อย
แต่สำหรับทิศใต้ให้ชายคายาว 1.20 – 1.50 เมตร หรือมากกว่านี้
ส่วนตะวันออกและตะวันตกนั้นความยาวของชายคา
อาจไม่ยาวเพียงพอสำหรับการสร้างร่มเงาบนผนังและช่องหน้าต่างได้
เพราะแดดในทิศนี้ทำมุมต่ำมาก เราอาจเสริมด้วยกันสาดหรือแผงบังแดดในลักษณะต่างๆ
ตามความเหมาะสม
วัสดุมุงหลังคา
– เลือกใช้กระเบื้องที่มีสีอ่อน เพราะช่วยสะท้อนความร้อนได้มากกว่าสีเข้มถึง 50% หรือเคลือบหลังคาด้วยสีเซรามิคจะช่วยสะท้อนความร้อน
ทำให้ลดอุณหภูมิหลังคาจาก 60 องศาเซลเซียสลงไปถึง 30-40 องศาเซลเซียส
แต่การใช้สีเซรามิคจะต้องทำความสะอาดฝุ่นบนหลังคาเสมอ
เพื่อคงประสิทธิภาพการสะท้อนความร้อน แต่ถ้าเลือกใช้กระเบื้องคอนกรีต
เป็นวัสดุมุงหลังคาแล้ว ก็ไม่ควรทาสีเซรามิคอีก
การใช้สีทาบ้าน
– เทคนิคง่ายๆ อย่างหนึ่งในการช่วยสะท้อนความร้อนออกไปจากตัวบ้าน คือ
การใช้สีที่มีคุณสมบัติกันความร้อนโดยตรง
(ของบางผลิตภัณฑ์ในตลาดที่ทดสอบได้ผลแล้วอุณหภูมิลดลง 1-2 องศาเซลเซียส)
หรือสีอ่อนๆ เพราะช่วยลดอุณภูมิพื้นผิวของบ้านซึ่งจะรวมไปถึงการนำความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านอีกด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผนังด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออก
ส่วนบ้านเรือนที่อยู่ในเขตอบอุ่นที่มีฤดูหนาวถึงหนาวจัด
มักทาสีอาคารด้วยสีมืดทึมทั้งผนังและหลังคา
เพื่อช่วยดูดซับความร้อนไว้ทำให้อาคารอุ่นขึ้น