
วันนี้เราขอแนะนำ การปรับ ฮวงจุ้ยสำหรับ ออฟฟิศ สำนักงาน ให้ธุรกิจไม่มีอุปสรรค เจริญรุ่งเรือง ไม่ติดขัด กิจการก้าวหน้า แบบฉุดไม่อยู่ วิธีการปรับ ฮวงจุ้ยออฟฟิศ สำนักงาน ตามหลักตำรา ฮวงจุ้ย มีดังต่อไปนี้
1.สีที่ใช้ในสำนักงาน ต้องมีความสมดุลกันกับทุก ๆ ธาตุ เช่น สีแดงของธาตุไฟ สีเขียวของธาตุไม้ สีเหลืองของธาตุดิน สีดำของธาตุน้ำ และสีขาวของธาตุเหล็ก หากสำนักงานใช้สีตกแต่งให้มีความสมดุลเข้ากันกับทุกธาตุแล้ว จะทำให้กิจการก้าวหน้า
2.ตำแหน่งตรงมุมห้อง ซึ่งทแยงกับประตูทางเข้าห้องทำงาน เป็นตำแหน่งที่ดีสำหรับการตั้งโต๊ะทำงานของผู้บริหาร เพราะตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่มีอำนาจมากที่สุด
3.ของตกแต่ง ควรวางรูปปั้นเสือสีขาว ไว้ในตำแหน่งของมุมทรัพย์ มุมทรัพย์จะอยู่มุมซ้ายมือสุดของห้องทำงาน (หันหน้าเข้าห้อง)
4.การจัดวาง หากในออฟฟิศมีโต๊ะทำงานหลายตัว เพราะมีพนักงานหลายคน ต้องพยายามหลีกเลี่ยงการหันโต๊ะในทิศทางสลับกัน ควรให้ไปในทิศทางเดียวกัน และไม่ควรจัดโต๊ะทำงานให้อยู่ตรงมุมเสา เพราะเป็นตำแหน่งที่ไม่ดี นั่งแล้วจะเกิดเรื่องไม่ดี การทำงานติดขัด
5.สัดส่วนของห้องทำงาน ห้องทำงานส่วนตัวที่แบ่งเป็นสัดส่วน เช่น ห้องผู้บริหาร ห้องของผู้จัดการ ควรตั้งรูปปั้นมังกรไว้ที่ริมผนัง หันหน้าออกนอกห้อง อย่าหันเข้าหาตัว จะส่งผลดีต่อกิจการ มีความมั่นคง เจริญรุ่งเรือง
6.ข้อห้าม ไม่ควรตกแต่งโต๊ะ หรือ ออฟฟิศ ด้วยรูปภาพ รูปปั้น ของรูปสัตว์ทีอยู่ในสิบสองนักกษัตร เพราะตามตำราเชื่อว่า หากมีลูกค้ามีติดต่อ แล้วปีนักกษัตรไม่ถูกกัน หรือชงกัน จะเกิดผลเสียกับการงาน
6 วิธีนี้เป็นแค่เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ของการเสริม ฮวงจุ้ยให้ดีขึ้น กิจการก้าวหน้าขึ้น แม้แต่บริษัทที่ติดอันดับโลก อย่าง Google ทุกๆ สาขา Google จะมีซินแสไว้สำหรับดู ฮวงจุ้ยก่อนเสมอ แต่การจะให้กิจการประสบความสำเร็จนั้น เราเชื่อว่า ปัจจัยจากตัวของบุคคล มีความสำคัญมากกว่าอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจ พนักงาน ลูกจ้าง หากต้องการความก้าวหน้า ต้องมีความรัก ตั้งใจในงานที่ทำ มีความพยายามไม่ย่อท้อ และที่สำคัญต้องมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง สองสิ่งที่ต้องไปด้วยกัน
เรื่องน่ารู้
การเลือกสีทาบ้าน
สีทาบ้าน - อาจเรียกได้ว่า
เป็นสิ่งที่สามารถบ่งบอกรสนิยมของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี สีแต่ละสี
ย่อมให้ความหมาย ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป สีโทนเย็น ให้ความรู้สึกสงบเย็น ผ่อนคลาย ดูแล้วสบายตา มีความเป็นอิสระ เช่น สีขาวอมฟ้า
สีม่วง สีเขียว และน้ำเงิน ในส่วนของสีโทนร้อนหรือโทนอุ่นนั้น
จะให้ความรู้สึกที่สดใส รู้สึกตื่นตัวกระฉับกระแฉง กระตือรือร้น มีชีวิตชีวา เช่น
สีส้ม สีแดง สีขาวอมเหลือง
โทนสีและผลของ ความรู้สึก
ความรู้สึก ในการมองสีแต่ละสี ย่อมไม่เหมือนกัน สีดำ ให้ความรู้สึก เข้มแข็ง ดูทันสมัย มักนิยมใช้เป็นสีพื้น
เพราะสามารถทำให้สีอื่นๆ ที่ร่วมด้วย ดูโดดเด่นชัดขึ้น แต่ทั้งนี้ สีดำปกติแล้ว
ไม่นิยมนำมาใช้เป็นสีทาบ้าน แต่อาจใช้เป็นสีพื้นของเฟอร์นิเจอร์แทน
หากเป็นสีทาภายในแล้วหละก็ โทนดำๆ เทาๆ อาจทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกหดหู่ได้
สีน้ำตาล เป็นสีออกแนวธรรมชาติ
ซึ่งดูอบอุ่นสวยงาม สามารถนำมาใช้ได้กับทุกห้อง หากเป็น สีเขียวก็เช่นเดียวกัน ปกติจะหมายถึงสัญลักษณ์ของธรรมชาติอยู่แล้ว การทาสีบ้าน สีน้ำตาลและเขียว
เปรียบเสมือนต้นไม้ใบหญ้า ส่งผลให้ผ่อนคลายสภาพจิตใจก็ดีไปด้วย เหมาะมากๆ กับการทาสีบ้าน
ทาสีห้องนอน หรือห้องอื่นๆก็ได้
สีน้ำเงิน หรือจะเป็นโทนสีฟ้า สีนี้ทำให้ดูสดใส ร่าเริง เบิกบาน สบายตา
ข้อดีคือทำให้ห้องดูกว้างและมีชีวิตชีวา เหมาะกับ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ
หรือห้องทั่วๆไปแล้วแต่ความชอบส่วนตัว
โครงสี ขั้นตอนการกำหนด
โครงสี นั่นหมายถึง
สีหลักที่จะใช้ทาบ้าน เช่น ทาสีผนังบ้าน พื้น เพดาน พรม โดยทั่วไปแล้ว
มักนิยมใช้เพียงแค่ประมาณ 3-4 สี
โดยให้เป็นสีต่างกันแต่โทนเดียวกัน เพื่อความกลมกลืน ทั้งนี้ บ้านที่มีสีกลมกลืนกัน
ยังถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยจีนอีกด้วย ทำให้ผู้อยู่อาศัยรักใคร่และกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกัน
โดยจะมีขั้นตอนการเลือกกำหนดโครงสีดังนี้
- เลือกสีหลัก หมายถึง
สีที่ใช้สำหรับพื้นที่ส่วนใหญ่ของห้อง เช่น สีทาพื้นเพดาน ฝาผนัง
โดยต้องกำหนดสีที่โดนใจมาก่อนสักหนึ่งสี แล้วจึงเลือกระดับสีอ่อนเข้ม หากอ่อน
ก็จะช่วยหลอกตาให้ห้องดูกว้างขึ้นได้
- เลือกสีรอง หมายถึง สีที่เข้ากันได้กับสีหลัก
คำว่าเข้ากันได้นี้ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นโทนเดียวกันเสมอไป แต่อาจหมายถึง
สีตัดกันก็ได้ แต่ไม่ควรเกิน 2 สี อาจใช้กับ ประตู
หน้าต่าง ผนังห้องบางส่วน เฟอร์นิเจอร์ชิ้นหลัก
- เลือกระดับความเข้มของสี ในสีเดียวกันนั้น ยังมีสีย่อยๆ
ได้อีกหลายสี โดยสามารถปรับระดับความเข้มอ่อนของสี ใช้น้ำหนักที่แตกต่างกัน
เพื่อให้ห้องดูกลมกลืน อบอุ่น เช่น หากห้องของคุณมีสีหลักเป็นสีฟ้า
อาจมีสีรองเป็นสีเหลือง คุณอาจเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ผ้า
ในโทนสีเหลืองเข้มก็ได้
- เลือกเน้นสี หมายถึง สีของวัตถุ
ที่ใช้สำหรับตกแต่ง วัตถุชิ้นเล็กๆ
ส่วนใหญ่มักนิยมใช้วัตถุที่มีสีสันต่างจากสีหลักและสีรอง
เพื่อความโดดเด่นของวัตถุ ส่งผลให้มีความสดชื่น มีชีวิตชีวา แต่ทั้งนี้
ก็ไม่ควรเยอะจนเกินไป
สีตัดกัน
การเลือกโทนสีที่ตัดกัน ก็เป็นที่นิยม โดยเป็นสีตามคู่ตรงข้ามนั่นเอง
เช่น สีน้ำเงินตัดกับสีส้ม สีเหลืองตัดกับสีม่วง สีแดงตัดกับสีเขียว
สีที่ตัดกันจะทำให้ห้องดูสดใส ไม่น่าเบื่อ เช่น หากคุณเลือกสีห้องในโทนสีน้ำเงิน
หรือฟ้า คุณอาจใช้ผ้าม่าน หรือผ้าปูที่นอน สีส้ม ก็จะทำให้ดูตัดกันได้อย่างลงตัว
สมัยนี้การตกแต่งบ้านก็เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะมองข้ามไม่ได้
เพราะอะไร? ก็เพราะบ้านเป็นสถานที่สำหรับพักอาศัยและประกอบกิจกรรมต่างๆ
ในชีวิตของเรา มีผลทางด้านจิตใจของผู้อยู่อาศัย ตัวอย่างเช่น บ้านที่มีการตกแต่งรอบบริเวณบ้านไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสวนหน้าบ้านหรือหลังบ้าน
ส่วนของห้องนั่งเล่น ห้องครัว หรือ ห้องนอน บ้านนั่นก็จะดูสวยงามมีความรู้สึกอบอุ่นสบายกายสบายใจผ่อนคลายเมื่อได้อยู่ในบ้านหลังนั่น
แต่ถ้าเป็นบ้านที่ไม่มีการตกแต่งอะไรเลย บ้านหลังนั่นก็จะเต็มไปด้วยความรู้สึกจืดชืด
เย็นชา ไร้สึกอารมณ์ใดๆ ซึ่งจะทำให้ผู้ที่พักอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั่นเกิดความไม่สบายกายสบายใจยามที่อยู่ในบ้านหลังนั่น
ดังนั้นเราควรจะต้องมีการตกแต่งบ้านบ้าง
แต่เราจะตกแต่งยังไงนั่นลองอ่านคำแนะนำข้างล่างนี้ดู
1. ความปลอดภัย
ในการจัดตกแต่งบ้านควรคำนึงถึงความปลอดภัยของสมาชิกในบ้าน
โดยการเลือกเครื่องตกแต่งบ้านที่ไม่มีมุมแหลม ไม่แตกหักง่าย ไม่เกะกะทางเดิน
และควรป้องกันอันตรายที่เกิดจากความอยากรู้อยากเห็น เช่น จักว่างตู้ยาไว้ในที่สูง
และจัดเก็บสารเคมี ยาฆ่าแมลงในบ้านให้พ้นมือเด็ก รวมทั้งไม่จัดของขวางทางเดิน
ไม่ขัดพื้นจนเป็นเงามัน เพราะว่าจะลื่นหกล้มหรือตกบันไดได้ นอกจากนี้
การติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าตลอดการเดินสายไฟฟ้า จะต้องอยู่ในสภาพที่ปลอดภัย
2. ถูกสุขลักษณะและสะอาด
ในการจัดบ้านจะต้องจัดให้อากาศถ่ายเทสะดวกไม่ควรจักว่างสิ่งของปิดบังทิศทางลม
และจัดให้มีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มืดทึบ
รวมรวมทั้งควรทำความสะอาดเครื่องตกแต่งบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ
เพื่อสุขอนามัยของคนในบ้าน
3. สะดวกในการใช้สร้อย
ในการจัดตกแต่งบ้านควรคำนึงถึงความสะดวกในการทำกิจกรรมต่างๆ
โดยการจัดทางเดินต่างๆ
ชองบ้านให้สัมพันธ์กันสามารถเดินไปมาได้สะดวกจัดหาเครื่องที่มีขนาดและจำนวน
เหมาะสมสมกับเนื้อที่
เลือกเครื่องที่สะดวกในการใช้สร้อยและทำความสะอาดได้ง่าย เช่น
เครื่องเรือนที่มีล้อ
สามารถเคลื่อนย้ายได้และจัดอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ให้สะดวกต่อการหยิบใช้
เช่น ไม่ว่างเครื่องมือเครื่อง
ใช้ที่ใช้บ่อยๆ ในที่สูงเกินมือเอื้อมถึง
และจัดอุปกรณ์ให้เป็นหมวดหมู่ เป็นต้น
4. ความสบาย
การจัดตกแต่งบ้านให้ให้มีเครื่องช่วยป้องกันความจ้าของแสงแดด เช่น
ม่าน มู่ลี่ มีช่องระบายความร้อน และให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
สามารถมองเห็นทิวทัศน์ในบ้านหรือนอกบ้านที่ทำให้เกิดความเพลินได้ เป็นต้น
5. ความมีระเบียบและความสวยงาม
ในการจัดตกแต่งเครื่องเรือนควรมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย
สิ่งของที่จัดว่างมากเกินไป
และสิ่งของที่จัดว่างไม่เป็นระเบียบจะทำให้ความสวยงามลดลงนอกจากนี้นอกจาก
การตกแต่งบ้าน
ควรนำเรื่องการใช้สีซึ่งเป็นหลักการศิลปะมาใช้จะทำให้บ้านสวยงามน่าอยู่ยิ่งชึ้นควรนำไม้
ดอกไม้ประดับมาใช้ตกแต่งบ้าน เพื่อเพิ่มความสวยงาม เช่น
ใส่แจกันดอกไม้สด ไม้ประดับแบบแชวน เป็นต้น
6. ความประหยัด
การจัดตกแต่งบ้านควรคำนึงถึงความประหยัดทั้งเวลา
แรงงานและเงินโดยพิจารณาเรื่องดูแลรักษา ทำความสะอาด ราคาสิ่งของที่นำมาตกแต่งบ้าน
การใช้เครื่องทุ่นแรงจะทำให้ช่วยประหยัดเวลาและแรง แต่ก่อนการซื้อควรพิจารณาราคากับความคุ้มค่าของการใช้สร้อย
นอกจากสิ่งนั้นสิ่งของเครื่องใช้บางอย่าง
ที่ใช้ในการตกแต่งบ้าน หากเราสามารถประดิษฐ์เองได้
ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในครอบครัวลงได้
ห้องรับประทานอาหาร : ห้องรับประทานอาหารที่ดี
ไม่ควรจัดอยู่ในห้องเดียวกับห้องครัว และติดกับห้องน้ำ เพราะถือว่าไม่เป็นมงคล
ทางที่ดีจึงควรแบ่งแยกห้องรับประทานอาหารออกมาให้ห่างจากห้องครัวและห้องน้ำ
สำหรับการเลือกใช้โต๊ะอาหาร โต๊ะอาหารที่ดีควรมีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทรงจัตุรัส
วงลม หรือวงรี
ห้องครัว :
ห้องครัวไม่ควรวางอยู่ติดกับห้องน้ำหรือมีประตูตรงกัน
เพราะครัวเป็นที่สะสมความร้อน ส่วนห้องน้ำมีความชื้นมาก
ถือเป็นลักษณะพิฆาตกันจึงควรหลีกเลี่ยง
การวางตำแหน่งห้องครัวควรอยู่ในที่ลับตาไม่ควรจัดห้องครัวไว้หน้าบ้าน หรือมองเห็นจากประตูใหญ่ได้ง่ายเพราะไม่เช่นนั้น
บ้านหลังนั้นก็จะมีแต่เรื่องใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารการกินอยู่เสมอ
ห้องน้ำ : ห้องน้ำไม่ควรวางอยู่ในตำแหน่งกลางบ้าน
ถือว่าอัปมงคลยิ่ง เพราะกลางบ้านถือเป็นตำแหน่งหัวใจของบ้าน เป็นศูนย์รวมของพลัง
ไม่ควรมีอะไรไปกดทับ
ยิ่งเป็นห้องน้ำด้วยแล้วถือว่าร้ายมากตำแหน่งของโถส้วมถือว่าสำคัญ
ตำแหน่งที่ดีเมื่อเปิดประตูส้วมเข้ามาแล้วไม่ควรเห็นโถส้วม
และไม่ควรวางอยู่ในตำแหน่งตรงกับประตูโดยไม่มีฉากกั้นเพราะถือว่าเป็นตำแหน่งชี่พิฆาต
ที่สำคัญไม่ควรวางห้องน้ำให้อยู่ในบริเวณหน้าบ้าน โดยเฉพาะใกล้ๆ กับประตู ทางเข้า
เพราะห้องน้ำจะเป็นตัวปิดกั้นชี่ที่ไหลเข้าบ้าน ทำให้บ้านนั้นอับโชค การเงินย่ำแย่ และควรปิดประตูห้องทุกครั้งเมื่อใช้เสร็จ อย่าเปิดทิ้งไว้
มาถึงห้องสุดท้าย
ที่เจ้าของบ้านต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
ห้องนอน :
ตำแหน่งของห้องนอนหากอยู่ตำแหน่งกลางบ้านถือว่าดี
ในเรื่องของการวางตำแหน่งประตูห้องไม่ควรให้อยู่ตรงกับบันไดเพราะบริเวณบันไดมีการไหลเวียนของชี่ค่อนข้างแรง
และอาจกลายเป็นชี่พิฆาตได้ ซึ่งจะทำให้เจ้าของห้องอยู่อย่างไม่สงบสุข
และที่สำคัญประตูห้องไม่ควรอยู่ตรงข้ามกับประตูห้องน้ำ เพราะถือเป็นอัปมงคล ประตูห้องนอนตรงกับประตูบ้าน ส่งผลให้การงานไม่ก้าวหน้า
และไม่ควรตรงกับประตูห้องนอนอีกห้องหนึ่ง
เพราะจะส่งผลให้คนในบ้านเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันได้ง่าย
เพราะเข้าข่ายการประจันหน้ากัน
เป็นลักษณะประตูต้องพิฆาตยิ่งประตูห้องใหญ่เล็กไม่เท่ากัน ยิ่งต้องระวังให้มาก
การวางเตียงควรจัดให้ชิดกำแพงด้านใดด้านหนึ่ง
โดยเฉพาะหัวเตียงห้ามวางในตำแหน่งกลางห้องเพราะถือว่าไม่เป็นมงคล
และไม่ควรตั้งแท่นบูชาหรือหิ้งพระ
เพราะตามหลักฮวงจุ้ยถือว่าคนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่กันคนละภพ
ไม่ควรอยู่ร่วมห้องกันควรแยกออกต่างหาก
จงนึกไว้เสมอว่า
ทุกห้องในบ้านของท่านล้วนแต่มีความสำคัญเท่ากันหมด อย่าได้ปล่อยปละละเลย
โดยคิดว่าไม่สำคัญ หากเจ้าของบ้านสามารถจัดรูปแบบห้องให้เป็นไปตามหลักฮวงจุ้ย
ท่านก็จะมีบ้านที่บันดาลความสุข ความเจิญรุ่งเรือง
และความอบอุ่นมาสู่ครอบครัวของท่านได้ชั่วนิรันดร์
ในช่วงรอบปีที่ผ่านมา บ้านเรามีโครงการต่างๆ ผุดราวดอกเห็ด
จึงเป็นทางเลือกที่หลากหลายสำหรับคนที่กำลังคิดจะซื้อบ้านใหม่
หรือต้องการปรับปรุงบ้านให้ดูเลิศหรู แต่ไม่ว่าจะซื้อ
หรือปรับปรุงหากไม่พูดถึงหลักฮวงจุ้ย ก็คงจะดูเชยไปนิด เพราะศาสตร์เก่าแก่ของจีนศาสตร์นี้กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในแวดวงการออกแบบ
ถ้าไม่เชื่อก็ดูจากตำรับตำราฮวงจุ้ยที่อาจารย์ซินแสท่านต่างๆ
ออกมาวางเรียงบนแผงหนังสือตอนนี้จนไม่รู้จะเลือกสำนักไหนดี
“ฮวงจุ้ย” หรือ
Fung Shui เป็นศาสตร์อย่างหนึ่งของจีน ที่คนเอเชียส่วนใหญ่รู้จักกันมานานแล้ว
คำว่า “ฮวง” นั้นหมายถึง “ลม” ส่วน “จุ้ย” นั้นแปลว่า “น้ำ”
“ฮวงจุ้ย” จึงหมายถึงธรรมชาติที่อยู่แวดล้อมตัวเรา
คนจีนโบราณเชื่อว่า หากเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมได้ คุณก็สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เช่นกัน
ศาสตร์ที่เรียกว่า ฮวงจุ้ยจึงเกิดขึ้นจากการเฝ้าสังเกตสภาพแวดล้อมว่า
สภาพแบบได้ดีหรือไม่ดี นำโชคหรือนำหายนะ แล้วนำมาใช้กับสภาพรอบตัว
การจัดบ้านตามหลักฮวงจุ้ย
จึงต้องอิงกับกฎความสมดุลของธรรมชาติ คือ หลักของ “หยิน-หยาง” “หยิน”
หมายถึงความมืดมิด นิ่ง สงบ ส่วน “หยาง” หมายถึง ความสว่าง อบอุ่น และการไหลเวียนของพลังจักรวาล
หรือพลังชี่ที่ก่อให้เกิดพลังชีวิตและความเคลื่อนไหวของสรรพสิ่ง
การจัดบ้านตามหลักฮวงจุ้ย มีดังนี้
สวน : สำหรับคนที่บ้านมีสวน
การจัดสวนตามหลักฮวงจุ้ย ต้องคำนึงถึงความสมดุลธาตุทั้ง 5 ประกอบด้วย ธาตุดิน
ธาตุน้ำ ธาตุไม้ ธาตุไฟ และธาตุทอง
ซึ่งแน่นอนว่าในการจัดสวนต้องมีต้นไม้และดินเป็นส่วนประกอบพื้นฐาน
เปรียบได้กับธาตุดินและไม้
การรดน้ำอย่างเพียงพอตามหลักธาตุน้ำและการได้รับแสงแดดอย่างทั่วถึงตามหลักธาตุไฟ
การจัดสวน
เจ้าของบ้านไม่ควรจัดตามใจชอบ เพราะอาจจะทำให้สิ่งไม่ดีเกิดขึ้นภายในบ้าน ส่วนใหญ่บ้านจัดสรรมักจะมีบ่อน้ำ
สระน้ำ วางอยู่หน้าบ้าน สิ่งที่ต้องคำนึงถึง ควรเน้นที่รูปทรง
ในทางฮวงจุ้ยจะให้ใช้รูปทรงโค้งมน หรือวงกลม ถือว่าดีที่สุด
ส่วนการใช้ก้อนหินตกแต่งสวนจะต้องระวังให้มาก โดยเฉพาะหินก้อนใหญ่
เพราะในทางฮวงจุ้ย “ก้อนหิน” จะหมายถึงอุปสรรค
การเลือกก้อนกินควรเลือกก้อนที่มีลักษณะกลมมนห้ามเป็นเหลี่ยมคม หรือมีมุมแหลม
ก้อนหินที่มีรูก็ห้ามเช่นเดียวกัน ตำแหน่งในการวางจะวางบริเวณมุมบ้าน
ห้ามวางไว้หน้าบ้าน หรือบริเวณที่ตรงกับประตูบ้าน
และหลีกเลี่ยงไม้หนามในการแต่งสวน เพราะจะส่งผลกระทบต่อคนในบ้านได้ เช่น
เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง
ห้องรับแขก :
ห้องรับแขกจัดว่าเป็นด่านแรกที่ใช้เป็นสถานที่ในการตอนรับบุคคลภายนอกที่เข้ามาเยี่ยมเยียน
ซึ่งแต่ละบ้านก็จะจัดตามรสนิยม ความชอบตนเอง ดังนั้น
ห้องรับแขกจึงควรเป็นห้องที่เจ้าของบ้านสามารถสร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือนได้
หลักการจัดห้องรับแขกควรอยู่ในตำแหน่งทิศทางที่รุ่งเรือง
ซึ่งจะต้องสมพงศ์กับพื้นดวงของเจ้าบ้าน โดยการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องรับแขก
เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เจ้าของบ้านควรจะปรึกษาผู้รู้
เพื่อจะได้ไม่ผิดพลาดในเรื่องฮวงจุ้ย
สำหรับคนที่รักบ้านแล้ว
สัตว์ที่น่ากลัวที่สุดคงจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากจอมสวาปามตัวเล็กจิ๋วที่ชื่อว่า
“ปลวก” แม้เจ้าปลวกนี้จะดูตัวเล็กดูไร้พิษภัย แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว เมื่อมันมาอยู่รวมฝูงและสามัคคีกันสวาปามบ้านหลังสวยของเราก็มีอันผุพังได้อย่างง่ายๆ
เลยทีเดียว เว็บของเราจึงรวบรวมวิธีการป้องกันปลวกรุมทึ้งบ้านมาให้ทราบ ดังนี้
ปลวกสามารถจำแนกออกได้เป็น
3 ชนิด คือ ปลวกไม้แห้ง ไลวกไม้ชื้น กับอีกชนิดคือ ปลวกใต้ดิน ซึ่งเป็นปลวกที่ทำให้บ้านเสียหายได้มากที่สุด
โดยพวกมันจะเข้ามาทางใต้ดินตามชื่อ
แนะนำให้รู้จักกันพอสังเขปไปแล้ว
ต่อไปก็มารู้วิธีป้องกันกันเลยดีกว่า
1.
ฉีดยาป้องกัน เป็นวิธีที่ตรงจุดที่สุด
การฉีดยานี้ควรทำตั้งแต่ตอนสร้างบ้าน โดยใช้น้ำยาทาไม้ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของบ้าน
เพื่อป้องกันปลวกไม้แห้งและปลวกไม้ชื้น
และใช้น้ำยาราดลงไปในดินเพื่อป้องกันปลวกใต้ดิน หรือให้แน่นหนากว่านั้น
ก็ให้ผสมน้ำยากันปลวกลงในซีเมนต์ก่อนเทพื้นบ้านก็จะยิ่งมั่นใจได้มากขึ้น
2.
การเลือกและป้องกันไม้ ดังที่ทราบว่าไม้นี้แหละคืออาหารจานโปรดของเจ้าปลวกทั้งหลาย
ดังนั้นบ้านที่นำไม้มาใช้เป็นส่วนประกอบก็ควรเลือกและป้องกันตัวไม้ให้ดีด้วย
การเลือกไม้ในการปลูกบ้าน ควรเลือกไม้ที่มีความทนทานในการทำลายของปลวก
อาทิ ไม้สัก ไม้เต็ง ไม้แดง ไม้ชิงชัง และ ไม้ประดู่ แต่ถ้าเลือกใช้ไม้เนื้ออ่อน
เช่น ไม้ยาง ไม่สน ก็ควรอาบน้ำยาป้องกันไว้ก่อน
ในส่วนของการป้องกันนั้น
ไม้หรือโครงสร้างไม้ที่นำมาเป็นส่วนประกอบของตัวบ้าน
ไม่ควรให้สัมผัสกับพื้นผิวดินโดยตรง
และควรลงน้ำยาหรือทายาป้องกันปลวกก่อนนำมาใช้งานทุกครั้ง
และขอแนะนำไปถึงฝ้าเพดานหรือตัวโครงยึดฝ้า ว่าไม่ควรใช้ไม้ แต่ควรใช้วัสดุอื่น
เช่น อลูมิเนียมหรือโลหะขนาดเบา และควรหลีกเลี่ยงการใช้แผ่นยิปซัมบอร์ดมาทำฝ้าเพดานเพราะด้านนอกเป็นเยื่อกระดาษหุ้มผงยิปซัมภายใน
ซึ่งปลวกทำลายได้ง่าย
3.
วิธีที่ดีที่สุดน่าจะเป็นการใช้บริการบริษัทป้องกันกำจัดปลวกที่เชื่อถือได้และมีการรับประกัน
ตั้งแต่ขั้นราดยาป้องกัน เตรียมวางท่ออัดน้ำยาตั้งแต่ขณะก่อสร้างเพื่ออัดน้ำยาในท่อภายหลัง
และมีบริการตรวจอัดน้ำยาทุกๆ เดือน
หรือมีการฝังไม้สารอาหารมีพิษที่ปลวกชอบบางชนิดที่ปลวกมากินแล้วจะทำให้ตายทั้งรังในรัศมีรอบบ้าน
โดยไม่เป็นอันตรายแก่สัตว์เลี้ยงและเด็ก
ถ้าเราพูดถึงองค์ประกอบในการสร้างบ้าน
ฝ้าเพดาน ดูจะเป็นส่วนที่เจ้าของบ้านใส่ใจน้อยที่สุด การเลือกใช้ฝ้าเพดานแต่ละชนิด
จึงต้องพิจารราทั้งเรื่องของวัสดุที่ใช้ทำฝ้าเพดาน
และบริเวณของการติดตั้งฝ้าเพดานไปพร้อมๆ กันด้วย
ชนิดของฝ้าเพดานที่ใช้สำหรับบ้านพักอาศัย
1. วัสดุแผ่นเรียบ – เป็นแผ่นแข็ง ขนาดใหญ่ ทำมาจากเยื่อไม้ทนต่อความร้อน
ความชื้น ไม่โก่งงอ ไม่ติดไฟ ปลวก มอด ไม่กิน ติดตั้งง่าย
นิยมใช้กันมากกับส่วนที่เป็นฝ้าเพดานภายนอกบ้าน ฝ้าชายคา รวมไปถึงฝ้าเพดานโรงรถ
2. แผ่นยิปซัมบอร์ด – นิยมใช้กันมากเช่นกัน
ใช้ได้ทั้งเป็นฝ้าเพดานภายนอกและภายในบ้าน
มีส่วนผสมของผงยิปซัมซึ่งเป็นฉนวนกันความร้อนที่ดีทนไฟ และป้องกันเสียงได้
สามารถตกแต่ง และปกปิดรอยต่อได้เรียบเนียนสวยงาม
โดยประเภทของยิปซัมบอร์ดแบ่งออกได้เป็น
ยิปซัมบอร์ดชนิดธรรมดา –
ใช้สำหรับติดตั้งฝ้าเพดานภายในบ้านทั่วไป
ยิปซัมบอร์ดชนิดทนความชื้น –
เพิ่มคุณสมบัติในการทนความชื้น โดยผสมสารป้องกันการดูดความชื้นเข้าไปในเนื้อยิปซัม
ใช้สำหรับงานฝ้าเพดานในห้องน้ำ ในครัว รวมไปถึงพื้นที่ภายนอก เช่น ส่วนเฉลียงบ้าน
เป็นต้น
ยิปซัมบอร์ดชนิดทนความร้อน –
เป็นแผ่นยิปซัมที่ติดแผ่นอลูมิเนียมฟอยด์ด้านหลังเพิ่มคุณสมบัติในการป้องกันการส่งผ่านความร้อน
ซึ่งสามารถสะท้อนรังสีความร้อนได้ถึง 95% เหมาะสำหรับติดตั้งในห้องที่ติดกับหลังคาหรือห้องใต้ชั้นดาดฟ้า
ยิปซัมบอร์ดชนิดทนไฟ –
มีการเสริมความแข็งแรงโดยการเพิ่มส่วนผสมของเส้นใยชนิดพิเศษ ออกแบบให้ทนไฟได้นาน
1-4 ชั่วโมง มักจะใช้ในส่วนของห้องครัว ทางหนีไฟ หรือใช้กับบ้านโครงสร้างเหล็ก
ยิปซัมลดเสียงสะท้อน –
มีการฉลุลวดลายต่างๆ ลงที่แผ่นทั้งรูวงกลม รูสี่เหลี่ยมและลายเส้น บุด้วยแผ่นกลาซ
แมท (Glass Matt) ด้านหลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซับเสียง
ลดเสียงสะท้อนและเสียงก้องได้เป็นอย่างดี ใช้กับห้องโฮมเธียเตอร์ ห้องประชุม
หรือห้องทำงาน เป็นต้น
3. ฝ้าระแนงไม้จริง –
มักใช้กับพื้นที่ภายนอกบ้านที่ต้องการความสวยงามสีสันเป็นธรรมชาติ
โดยใช้ระแนงไม้ขนาดหน้ากว้างประมาณ 2-4 นิ้ว นำมาเรียงต่อกัน เว้นช่องห่างประมาณ
5-8 มิลลิเมตร เพื่อใช้ระบายอากาศ
4. ฝ้าเพดานอลูมิเนียม – อายุการใช้งานยาวนาน ใช้ได้ทั้งภายนอกและภายใน
ไม่ติดไฟแต่ไม่ทนความร้อน แม้จะได้งานเรียบร้อย แต่แลดูแข็งกระด้าง
จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมใช้กับบ้านพักอาศัยเท่าใดนัก
5. ฝ้าระแนงไวนิล – เกิดจากการพัฒนาวัสดุประเภทพีวีซีคุณภาพสูง
นำมาขึ้นรูปทำเป็นแผ่นคล้ายกับฝ้าชนิดอลูมิเนียม ใช้เป็นฝ้าระแนงในส่วนของชายคา
มีความทนทาน สีไม่ซีดจาง ไม่บิดงอ ดูเรียบร้อย แต่มีราคาสูงกว่าฝ้าชนิดอื่นๆ
6. ฝ้าระแนงไม้เทียม –
เป็นฝ้าเพดานที่มีกระบวนการผลิตเช่นเดียวกับวัสดุแผ่นเรียบ
เพียงแต่นำมาประยุกต์รูปแบบทำลวดลายและขนาดให้เหมือนระแนงไม้จริง
โดยแก้ปัญหาเรื่องการบิดงอของไม้ ปลวกไม่กิน ไม่ติดไฟ
ติดตั้งง่ายและประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก
นอกจากการเลือกใช้ชนิดของฝ้าเพดานที่เหมาะสมในแต่ละส่วนของตัวบ้านแล้ว
การติดตั้งอย่างถูกต้อง ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เจ้าของบ้านควรใส่ใจเป็นพิเศษ
เนื่องจากเป็นส่วนที่มีความเกี่ยวข้องทั้งกับงานโครงสร้าง งานระบบต่างๆ
ทั้งไฟฟ้าและประปา รวมไปถึงงานตกแต่งภายในด้วย
หากไม่อยากทำแล้วรื้อ
เปลี่ยนแบบ ทำใหม่ให้เสียเงินเสียเวลาแถมยังหงุดหงิดรำคาญใจ ควรวางแผนสรุปเลือกชนิดและรูปแบบของฝ้าเพดานให้เรียบร้อยก่อนการติดตั้ง
การติดวอลเปเปอร์ในปัจจุบันค่อนข้างเป็นที่นิยม
แต่การจะติดวอลเปเปอร์ให้เหมาะสมสวยงามก็จำเป็นที่ต้องรู้เคล็ดลับทั้งการเลือกสีและลวดลาย
รวมทั้งการติดตั้งวอลเปเปอร์ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
เกร็ดความรู้สำหรับการเลือกลวดลายของวอลเปเปอร์ให้เหมะกับห้องแต่ละห้องนั้น
หากเลือกสีเข้มจะทำให้ห้องดูแคบกว่าสีอ่อน
หากเป็นวอลเปเปอร์ที่มีลวดลายชัดเจน ขนาดของลายควรจะมีความเหมาะสมกับขนาดของห้อง
อีกทั้งทิศทางของลายก็จะมีผลเช่นกัน หากเป็นลายเส้นตรงหรือแถบจะออกแบบให้เป็นลายทางตั้งเพราะต่อลายง่าย
ลายจะขนานไปกับรอยต่อของแผ่น โดยเฉพาะถ้าห้องมีเพดานต่ำ
การใช้ลวดลายทางตั้งที่เด่นชัดจะทำให้เพดานของห้องดูสูงขึ้น
แต่ถ้าห้องมีเพดานสูงมากก็อาจจะใช้แถบคาดที่ระดับสูงจากพื้นประมาณ 1 เมตร
หรือด้านบนสุดของผนังอีกครั้ง
เวลาเลือกลายวอลเปเปอร์จะต้องคำนึงถึงขนาดของห้องเป็นหลัก
หากเป็น ห้องเล็กๆ ก็ไม่ควรเลือกลายใหญ่เกินไป
เพราะจะดูตาลายและทำให้รู้สึกอึดอัด หากห้องใหญ่สามารถเลือกลายใหญ่หรือลายเล็กก็ได้
แต่หากห้องคุณมีแสงสว่างมากหรือแสงส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ควรหลีกเลี่ยงวอลเปเปอร์ที่มีสีสันลวดลายเรียบหรืออ่อนมาก
เพราะเมื่อมองดูเผินๆ แล้วจะเหมือนผนังทาสี
และจะทำให้เห็นรอยต่อของวอลเปเปอร์ได้ชัดเจนอีกด้วย
ห้องเด็กเหมาะที่จะติดวอลเปเปอร์ลายการ์ตูนน่ารักสีสดใส
แต่ควรจะเลือกชนิดที่เคลือบผิวด้วย พี.วี.ซี. เพราะจะทำความสะอาดได้ง่ายจากร่องรอยการขีดเขียนของเจ้าตัวน้อยการติดวอลเปเปอร์
ช่างจะทากาวด้านหลังที่เป็นแผ่นกระดาษ
โดยใช้ลูกกลิ้งทาให้ทั่วทั้งแผ่นแล้วติดบนผนังและใช้ลูกกลิ้งทับให้เรียบสนิทกับผนัง
ส่วนรอยต่อจะซ้อนทับกันเล็กน้อยแล้วใช้ใบมีดกรีดออกให้เป็นรอยต่อชนกันแนบสนิท
ส่วนเทคนิคสิ่งที่ควรรู้หากผนังห้องเป็นผนังใหม่ที่ยังไม่ได้ทาสี ควรทาสีขาวรองพื้นปูนเสียก่อน
เพราะบางครั้งสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นด่างจากเนื้อปูนจะซึมและระเหย
ออกมาทำให้สีของวอลเปเปอร์ด่างเหลืองและซีดได้ เพราะวอลเปเปอร์มีวัสดุด้านหลังเป็นกรดาษจึงจำเป็นต้องระมัดระวังเรื่องความชื้น
นอกจากนี้หากบริเวณไหนมีน้ำรั่วซึมเข้ามาควรจะแก้ไขก่อนที่จะติดวอลเปเปอร์
ไม่เช่นนั้นแล้ววอลเปเปอร์จะสวยอยู่ได้ไม่นาน เพราะจะมีเชื้อราขึ้นมาทำลายเสียหมด
น้ำยังทำให้กระดาษอืดพองตัวและหลุดล่อนได้อีกด้วย
วอลเปเปอร์มีอายุการใช้งาน
4-5 ปี หลังจากนั้นสีจะเริ่มเหลืองซีดทำให้ห้องดูเก่าแต่ก็ยังสามารถใช้งานได้อยู่
แต่อาจจะไม่สวยงาม หากอยากได้ห้องใหม่ก็ไม่ควรที่จะเสียดายที่จะเปลี่ยนวอลเปเปอร์
ให้มีลวดลายสีสันใหม่
ส่วนการซ่อนสายไฟไว้ในผนังบ้านนั้น
ปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมเพราะบ้านจะดูสวยงาม ไม่มีสายไฟมาเกะกะบนผนัง
แต่คุณก็ต้องแลกกับความปลอดภัย และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น
เพราะสายไฟทุกเส้นจะถูกซ่อนอยู่ในผนังบ้าน คุณไม่สามารถตรวจเช็คได้เลยว่า
มีสายไฟที่ชำรุดหรือเปล่า
และถ้าเกิดกระแสไฟฟ้ารั่วก็อาจจะก่อความเสียหายได้เป็นอย่างมาก แม้แต่การซ่อมแซมก็ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง
เพราะการซ่อมแซมนั้นอาจจะต้องถึงขั้นทุบกำแพงกันเลยทีเดียว