เครื่องปรับอากาศ
เทคโนโลยีสร้างความเย็นกาย สบายใจ
บรรยากาศภายในบ้านที่เย็นสบายในขณะที่ภายนอกร้อนจัด คงเป็นบรรยากาศที่หลายๆ
คนต้องการแน่นอน เพราะอากาศย่อมมีผลกับสภาวะของร่างกาย และจิตใจ อากาศที่ร้อนย่อมส่งผลให้สภาวะทางอารมณ์ร้อนตามได้ง่าย
การทำให้พื้นที่ภายในบ้าน เย็นสบายนั้น มีหลากหลายวิธีด้วยกัน วิธีแรกที่อยากจะแนะนำก็คือ
วิธีทางธรรมชาติ เช่น การปลูกต้นไม้รอบบ้าน เพื่อบังแดดและกรองอากาศที่เป็นพิษ แต่วิธนี้กอาจจะต้องใช้เวลานานสักหน่อยกว่าที่ต้นไม้ที่ปลูกนั้นจะเติบโตพอที่จะช่วยบังแดดและกรองอากาศได้
แต่วิธีนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นวิธีที่ยั่งยืน ส่งผลดีต่อสุขภาพ
หรือแม้แต่การออกแบบบ้าน ทิศทาง วัสดุก่อสร้างที่ช่วยให้บ้านเย็น หากเลือกใช้ทุกวิธีแล้ว
อากาศภายในบ้านก็ยังไม่เย็นพอ ก็อาจจะเป็นเพราะทำเลที่ตั้ง เช่น ในเมือง
การจัดสวนต่างๆ เป็นไปได้ยากนัก ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คงหนีไม่พ้น
เครื่องปรับอากาศ หรือ แอร์ เป็นตัวเลือกสุดท้าย ที่จะช่วยให้อุณหภูมิภายในบ้านเย็นสบาย
เราจึงนำข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ในการเลือกซื้อ เครื่องปรับอากาศ ให้เหมาะสมกับบ้านหรือห้องของคุณ
ซึ่งหลายท่านอาจกำลังสับสนอยู่ว่า บ้านของเราเลือกกี่ BTU ดี เพราะดูตามในศูนย์การค้า
มีให้เลือกเยอะเหลือเกิน
ทำไมต้องเลือก
BTU ให้เหมาะสม
ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจก่อนว่า BTU ย่อมาจาก British
Thermal Unit นั่นคือ ขนาดของการทำความเย็นในเครื่องปรับอากาศ
ซึ่งหน่วยวัดจะมีผลต่อขนาดน้ำหนัก โดย 1 ตัน
สามารถทำความเย็นได้ 12000 BTU/hr. มีให้เลือกซื้อกันตั้งแต่ขนาด
9,000 BTU วิธีการเลือกซื้อ อันดับแรก
คุณต้องรู้ขนาดของห้องก่อน และสำรวจดูว่า ห้องของคุณมีแดดเข้ามามากน้อยขนาดไหน
เพราะหากห้องที่มีแสงแดดสาดส่องได้ง่าย ความสามารถในการทำความเย็น ก็จะถูกลดลงไป
หากโดนแดดมากเกินไป อาจแก้ไขปัญหาส่วนนี้ก่อน เช่น การติดผ้าม่าน ติดกระจกพร้อมฟิล์มกันความร้อน
หรืออื่นๆ ต่อไปก็วัดขนาดของห้อง โดยปกติแล้ว BTU จะนำมาคำนวณร่วมกับอุณหภูมิความร้อนเฉลี่ยต่อชั่วโมง
หากเป็นอุณหภูมิห้องทั่วไป ไม่ร้อนมาก ค่าความร้อนประมาณ 700 BTU แต่หากแดดส่องเยอะ ทำให้ความร้อนสูงขึ้น อาจนำค่าความร้อนที่ 900
BTU มาคำนวณ ตัวอย่างเช่น ห้องนอนปกติ
ขนาด 20 ตร.ม. แดดไม่ส่อง คำนวณโดย ขนาดห้อง x
ค่าความร้อน = 20 x 700 การเลือกเครื่องปรับอากาศ
ควรเลือกขนาด 14,000 BTU นั่นเอง แต่หากยังสงสัย งงๆ กับการคำนวณ ไม่ต้องเป็นห่วง
ทางเว็บไซต์ คำนวณมาให้โดยประมาณแล้วครับ
- BTU สูงไป คอมเพรสเซอร์ทำงานตัดบ่อยเกินไป
เนื่องด้วยสามารถทำความเย็นได้เร็วเกิน ทำให้ประสิทธิ์ภาพในการทำงานลดน้อยลง
ทำให้ความชื้นในห้องสูง ไม่สบายตัวและที่สำคัญราคาแพงและสิ้นเปลื้องพลังงาน
- BTU ต่ำไป คอมเพรสเซอร์ทำงานหนักตลอดเวลา
เพราะความเย็นห้องไม่ได้ตามอุณหภูมิที่ตั้งไว้ ผู้ใช้มักจะเลือกอุณหภูมิต่ำ
เมื่อเลือกต่ำแล้วยังรู้สึกไม่เย็น ก็จะลดต่ำลงอีก
ทำให้สิ้นเปลื้องพลังงานและเครื่องเสียเร็ว
ทั้งนี้ การเลือกซื้อจริง ขนาดของ BTU อาจขึ้นอยู่กับยี่ห้อ และหากขนาดห้องใหญ่มาก
คุณอาจเลือกคำนวณด้วยการแบ่งพื้นที่ห้อง
และแยกติดตั้งเครื่องปรับอากาศแต่ละจุดเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
อีกสิ่งที่สำคัญสำหรับการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกประเภท ควรดูฉลาก เบอร์ 5
เพื่อการประหยัดค่าไฟฟ้านะครับ
ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเดินชมโชว์รูมจำหน่ายของตกแต่งบ้านหลายๆ
แห่ง โดยมุ่งไปที่แผนกที่เกี่ยวกับโคมไฟ หลอดไฟ เพื่อต้องการนำมาจัดสวนบ้านของผมเอง
หลังจากเดินอยู่นานไปก็หลายที่ก็เจอโคมไฟที่ต้องการ แต่ก็แน่นนอนถึงแม้จะได้โคมแล้วแต่ก็ยังต้องเลือกหลอดไฟแยกต่างหาก
พนักงานจึงได้เอ่ยถามขึ้นมาว่า ต้องการหลอดไฟประเภทใด ผมจึงถามกลับไปว่า
มีแบบใดบ้าง จึงได้คำตอบมาว่า มีแบบ Warm White และ Daylight ผมจึงเกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่า หากคนธรรมดาทั่วๆ ไป ที่ไม่ได้ศึกษาข้อมูลเรื่องเกี่ยวกะไอ้หลอดไฟแบบ
Warm White และ Daylight อะไรนี้มาก่อนจะเลือกซื้อได้เหรอ?
อาจทำให้มึนงงกันได้ ว่าทั้งสองชนิดนี้ มันแตกต่างกันอย่างไร
มีแค่สองแบบหรือมีแบบอื่นอีกหรือไม่ จึงเป็นที่มาของบทความเล็กๆ น้อยๆ
ไว้เป็นความรู้คู่บ้านกันนะครับ
ประเภทของแสงหลอดไฟ
1. วอร์มไวท์ (Warm
White) ให้โทนแสงนวลตา เป็นสีโทนอุ่น ให้ความสว่างไม่มากนัก ออกสีทองส้ม
เหมาะกับการใช้เพื่อประดับตกแต่งมากกว่าเน้นการมองเห็น ประยุกต์ใช้ร่วมกับการจัดสวนได้ดี
แสงวอร์มไวท์ จะสะท้อนกับวัสดุให้แสงสีทอง
ทำให้บริเวณพื้นที่ดูงดงามขึ้นมาทันตาเห็น หากนำไปใช้ตกแต่งภายใน
เหมาะกับแสงภายในห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือห้องที่ใช้ในการพักผ่อน
ไม่เพียงแค่สร้างความอบอุ่นเท่านั้น แต่แสงชนิดวอร์มไวท์ ยังให้ความรู้สึกโรแมนติก
ผ่อนคลายอีกด้วยนะ สถานที่พักต่างๆ จึงนิยมใช้หลอดไฟชนิดนี้มาตกแต่งกัน
2. เดย์ไลท์ (Day
Light) โทนแสงสว่างตา
เป็นโทนแสงเดียวกับแสงกลางวัน ให้แสงสว่างสูง ออกไปในโทนสีฟ้า มองเห็นได้ชัด
ให้ความรู้สึกสดใส กระฉับกระเฉง ตื่นตัว ประยุกต์ใช้กับการทำงานเป็นหลัก เช่น
ห้องทำงาน ภายในออฟฟิศ สำนักงาน ห้องครัว หรือแม้แต่ห้องนอน
ในมุมที่ต้องการแสงสว่างอย่างเพียงพอ อาทิเช่น มุมอ่านหนังสือ มุมทำงาน
อาจเรียกได้ว่า เป็นชนิดหลอดไฟที่ได้รับความนิยมในการใช้งานมากที่สุดก็ว่าได้
เนื่องด้วยคุณสมบัติที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน สามารถนำไปใช้ได้ทุกๆงาน
3. คูลไวท์ (Cool White) โทนแสงระหว่าง
วอร์มไวท์และเดย์ไลท์ เรียกได้ว่า หากใครต้องการความเป็นกลาง เลือกไม่ถูกระหว่าง 2
ตัวเลือกก่อนหน้านี้ คูลไวท์อาจเป็นอีกหนึ่งคำตอบได้เป็นอย่างดี
ระดับแสงคูลไวท์ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานได้ทุกรูปแบบ ทั้งภายในและภายนอก
ลดความอุ่นของแสงสีส้ม และลดความสว่างของแสงเดย์ไลท์ ทำให้เกิดความสมดุล
ลักษณะเป็นแสงสีขาวนวลตา
รู้จักกันไปครบทั้ง 3 แบบแล้ว
ทั้งนี้ การเลือกซื้อนำมาใช้งานจริง ก็ไม่ได้มีทฤษฎี หรือกฎเกณฑ์ใดตายตัว
ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวล้วนๆเลยหละครับ อาจสรุปง่ายๆ หากต้องการแสงไฟ สำหรับการพักผ่อน ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย
เลือกมาทางฝั่ง Warm White แต่หากต้องการเน้นแสงสว่าง เน้นใช้ทำงาน มองเห็นอย่างชัดเจน เลือกมาทาง
Day Light และหากลังเลใจ ก็จัด Cool White ไปเลยครับ
อุปกรณ์ไฟฟ้า
อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ
ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า มอเตอร์และอาจรวมไปถึงรถยนต์ก็ได้
เป็นเครื่องจักรกลที่เราท่านไม่น่าประมาท หรือหาทางแก้ไขซ่อมแซมเอง
ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ อย่าเพิ่งใช้เด็ดขาด
เพราะอุปกรณ์เครื่องใช้เหล่านี้เมื่อโดนน้ำท่วม
ก็แสดงว่าน้ำไหลเข้าไปในเครื่องเรียบร้อยแล้ว เราไม่มีทางรู้เลยว่าเจ้าอุปกรณ์เครื่องใช้เหล่านี้จะป่วยไข้
เสียหายแค่ไหน การนำไปตากแดดแล้วนำมาใช้งานต่อเป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อชีวิตท่าน
และอัคคีภัยในบ้านท่านมาก
จากการลัดวงจรของระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์เครื่องกลของเครื่องเหล่านั้น
แต่ถ้าหากจะยังใช้งานจริงๆ ก็มีข้อแนะนำดังนี้
-
ตลอดเวลาที่ใช้ต้องมีคนอยู่ด้วยเสมอ
เผื่อเวลาฉุกเฉินจะได้ปิดเครื่องดึงปลั๊กได้ทัน
-
ที่คัทเอ้าท์ไฟฟ้าหลักของบ้านท่าน
ต้องมีฟิวส์คุณภาพติดตั้งเสมอหากเกิดไฟฟ้าลัดวงจรขึ้นเมื่อใด
ต้องแน่ใจว่าวงจรไฟฟ้าจะถูกตัดออกทันที
ถ้าพื้นบ้านของท่านเป็นไม้ปาเก้
แล้วถูกน้ำท่วมก็ต้องเขาใจไว้นิดหน่อยนะครับว่า
ปาเก้หรือไม้แผ่นชนิดนี้อยู่ได้ด้วยกาวติดพื้น คสล, จึงแพ้น้ำ(ท่วม) อย่าแรง
เพราะไม้จะบวมน้ำและหลุดล่อนออกมาในที่สุดเป็นเรื่องธรรมดา
บางทีหากน้ำท่วมเป็นเวลานานๆ ก็อาจเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์แถมมาให้อีกด้วยครับ
มีวิธีการตรวจสอบแก้ไขดังนี้ครับ
-
หากปาเก้เปียกน้ำเล็กน้อยไม่ถึงกลับหลุดล่อนออกมา
แค่เช็ดทำความสะอาดแล้วเปิดประตู
หน้าต่างปล่อยให้แห้งโดยให้อากาศถ่ายเทความชื้นออกไป ปาเก้จะเป็นปกติได้ไม่ยาก
แต่ระวังว่าเมื่อปาเก้ยังชื้นอยู่ไม่ควรเอาสารทาทับหน้าไปทาทับ เนื่องจากจะไปเคลือบผิวไม่ให้ความชื้นในเนื้อไม้ระเหยออกมา
-
หากปาเก้มีอาการบิดง้อ
ปูดโปน เบี้ยวบูด
กรุณาเลาะออกมาทันทีครับและหากยังอยู่ในสภาพดีก็ผึ่งลมให้แห้งอาจนำมาใช้ประโยชน์ได้
-
หากท่านจะซ่อมแซมพื้นใหม่
ด้วยการเอาวัสดุปูพื้นชนิดใหม่ที่คงทนถาวรทนน้ำได้มากกว่า เช่น กระเบื้อง
หรือหินอ่อน แกรนิต เหล่านี้
ต้องระวังอย่างยิ่งเรื่องน้ำหนักวัสดุที่จะปูทับหน้าว่าโครงสร้างเดิมจะรับน้ำหนักได้หรือไม่
ไม่ควรทำไปดื้อๆ เลยเพราะบ้านท่านอาจเสียหายได้
-
หากรื้อหรือซ่อมแซมแล้ว
ต้องการปูปาเก้เหมือนเดิม หรือใช้วัสดุอื่นที่ใช้กาวเป็นตัวประสานเช่นกัน เช่น
กระเบื้องยาง อย่าปูทับทันทีครับ
ต้องรอให้พื้นคอนกรีตแห้งเสียก่อนแล้วจึงปูลงไปได้ ไม่เช่นนั้น
ถึงน้ำไม่ท่วมก็รับรองว่าล่อนออกมาอีกแน่นอน
ระบบไฟฟ้า
ขณะน้ำท่วมทุกบ้านคงจะปิดวงจรไฟฟ้าหรือคัทเอ้าท์ทั่วทั้งบ้านทำให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าเดินในระบบ
ซึ่งลดอันตรายแก่ผู้อยู่อาศัย และแก้ปัญหาจากไฟฟ้าลัดวงจรได้อย่างแน่นอน
แต่เมื่อน้ำลดลงควรตรวจสอบระบบไฟฟ้าในบ้านของท่าน ดังนี้
-
เปิดคัทเอ้าท์ให้มีกระแสไฟฟ้าเข้ามา
ถ้าปลั๊กหรือจุดใดจุดหนึ่งในระบบยังเปียกชื้นอยู่
คัทเอ้าท์จะตัดไฟและฟิวส์จะขาดให้เปลี่ยนฟิวส์แล้วทิ้งไว้ 1 วัน
ให้ความชื้นระเหยออกไปแล้วลองทำใหม่
หากยังเป็นเหมือนเดิมคงต้องตามช่างไฟมาแก้ไขดีกว่าเสี่ยงชีวิต
-
เมื่อทดสอบผ่านขั้นตอนแรกไปแล้ว
ลองทดสอบเปิดไฟฟ้าทีล่ะจุดและทดสอบกระแสไฟฟ้าในปลั๊กว่ามาปกติหรือไม่
ด้วยไขควงทดสอบไฟ หากทุกจุดทำงานได้ก็สบายใจได้ หากมีปัญหาอยู่ต้องรอให้ความชื้นระเหยออกก่อน
ถ้ายังมีปัญหาก็คงต้องตามช่างมาแก้ไขหรือเปลี่ยนปลั๊ก/สวิตซ์เหล่านั้น
-
ลองดับไฟทุกจุดในบ้าน
ปลดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าออกทั้งหมด
แต่ยังเปิดคัทเอ้าท์ไว้แล้ววิ่งไปดูมิเตอร์ไฟฟ้าหน้าบ้านว่าหมุนหรือไม่
หากไม่เคลื่อนไหวแสดงว่าไฟฟ้าในบ้านเราไม่น่าจะรั่ว
แต่ถ้ามิเตอร์หมุนแสดงว่าไฟฟ้าในบ้านท่านอาจจะรั่วได้ให้รีบตามช่างไฟมาดูแลโดยเร็ว
-
หากพอมีงบประมาณสำหรับปรับเปลี่ยนระบไฟฟ้าในบ้านของท่าน
แนะนำให้ตัดปลั๊กไฟในระดับต่ำๆ ในบ้านชั้นล่างออกให้หมด (ถ้าคิดว่าน้ำท่วมอีกแน่ๆ)
แล้วปรับตำแหน่งปลั๊กไฟไปอยู่ที่ระดับประมาณ 1.10 – 1.50 เมตร
หลังจากนั้นควรแยกวงจรไฟฟ้าออกเป็น 2 – 3 วงจร คือ
1.
วงจรไฟฟ้าสำหรับบ้านชั้นล่างและไฟฟ้าภายนอกอาคาร (ที่น้ำอาจท่วมถึง)
2.
วงจรไฟฟ้าสำหรับบ้านชั้นบนขึ้นไป (ที่น้ำท่วมไม่ถึง)
3.
วงจรสำหรับเครื่องปรับอากาศ หรือดียิ่งกว่านั้นคือ
มีวงจรที่การกระทำดังกล่าวจะทำให้ท่านควบคุมการเปิด-ปิดวงจรไฟฟ้าในบ้านได้อย่างอิสระ
และง่ายต่อการซ่อมแซมบำรุงรักษา
4. วงจรสำหรับส่วนครัวและตู้เย็น
(สำหรับเมื่อออกจากบ้านนานๆ แล้วของในตู้เย็นจะได้ไม่เสีย)