
วันนี้เราขอแนะนำ การปรับ ฮวงจุ้ยสำหรับ ออฟฟิศ สำนักงาน ให้ธุรกิจไม่มีอุปสรรค เจริญรุ่งเรือง ไม่ติดขัด กิจการก้าวหน้า แบบฉุดไม่อยู่ วิธีการปรับ ฮวงจุ้ยออฟฟิศ สำนักงาน ตามหลักตำรา ฮวงจุ้ย มีดังต่อไปนี้
1.สีที่ใช้ในสำนักงาน ต้องมีความสมดุลกันกับทุก ๆ ธาตุ เช่น สีแดงของธาตุไฟ สีเขียวของธาตุไม้ สีเหลืองของธาตุดิน สีดำของธาตุน้ำ และสีขาวของธาตุเหล็ก หากสำนักงานใช้สีตกแต่งให้มีความสมดุลเข้ากันกับทุกธาตุแล้ว จะทำให้กิจการก้าวหน้า
2.ตำแหน่งตรงมุมห้อง ซึ่งทแยงกับประตูทางเข้าห้องทำงาน เป็นตำแหน่งที่ดีสำหรับการตั้งโต๊ะทำงานของผู้บริหาร เพราะตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่มีอำนาจมากที่สุด
3.ของตกแต่ง ควรวางรูปปั้นเสือสีขาว ไว้ในตำแหน่งของมุมทรัพย์ มุมทรัพย์จะอยู่มุมซ้ายมือสุดของห้องทำงาน (หันหน้าเข้าห้อง)
4.การจัดวาง หากในออฟฟิศมีโต๊ะทำงานหลายตัว เพราะมีพนักงานหลายคน ต้องพยายามหลีกเลี่ยงการหันโต๊ะในทิศทางสลับกัน ควรให้ไปในทิศทางเดียวกัน และไม่ควรจัดโต๊ะทำงานให้อยู่ตรงมุมเสา เพราะเป็นตำแหน่งที่ไม่ดี นั่งแล้วจะเกิดเรื่องไม่ดี การทำงานติดขัด
5.สัดส่วนของห้องทำงาน ห้องทำงานส่วนตัวที่แบ่งเป็นสัดส่วน เช่น ห้องผู้บริหาร ห้องของผู้จัดการ ควรตั้งรูปปั้นมังกรไว้ที่ริมผนัง หันหน้าออกนอกห้อง อย่าหันเข้าหาตัว จะส่งผลดีต่อกิจการ มีความมั่นคง เจริญรุ่งเรือง
6.ข้อห้าม ไม่ควรตกแต่งโต๊ะ หรือ ออฟฟิศ ด้วยรูปภาพ รูปปั้น ของรูปสัตว์ทีอยู่ในสิบสองนักกษัตร เพราะตามตำราเชื่อว่า หากมีลูกค้ามีติดต่อ แล้วปีนักกษัตรไม่ถูกกัน หรือชงกัน จะเกิดผลเสียกับการงาน
6 วิธีนี้เป็นแค่เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ของการเสริม ฮวงจุ้ยให้ดีขึ้น กิจการก้าวหน้าขึ้น แม้แต่บริษัทที่ติดอันดับโลก อย่าง Google ทุกๆ สาขา Google จะมีซินแสไว้สำหรับดู ฮวงจุ้ยก่อนเสมอ แต่การจะให้กิจการประสบความสำเร็จนั้น เราเชื่อว่า ปัจจัยจากตัวของบุคคล มีความสำคัญมากกว่าอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจ พนักงาน ลูกจ้าง หากต้องการความก้าวหน้า ต้องมีความรัก ตั้งใจในงานที่ทำ มีความพยายามไม่ย่อท้อ และที่สำคัญต้องมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง สองสิ่งที่ต้องไปด้วยกัน
บ้านต้องมีการดูแลรักษา บ้านคือ ที่พักพิงอันอบอุ่นและเป็นที่พักยามเหนื่อยล้า
การเรียนรู้ที่จะรักษาดูแลบ้านเพื่อชะลอการเสื่อมสลายรวมทั้งประหยัดเงินด้วยจึงเป็นเรื่องที่ผู้เป็นเจ้าของบ้านควรใส่ใจเป็นพิเศษ
ขั้นตอนการทำงานในการดูแลบ้านให้ดูดี
ขั้นตอนที่ 1
สภาพแวดล้อมของบ้าน ฝุ่นละออง แสงสว่าง ความร้อนและความชื้น
ทั้งหมดนี้ล้วนมีผลกระทบต่อสภาพของการตกแต่งในบ้าน
ถ้าไม่ระวัง ข้าวของต่างๆ มีสิทธิ์ที่จะเสื่อมสภาพไปได้เหมือนกัน เช่น
แสงแดดที่มากเกินไปมักเป็นอันตรายต่อวัสดุตามธรรมชาติทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นไม้ ผ้า
สีย้อมตามธรรมชาติทุกชนิดและกระดาษ จึงควรหลีกเลี่ยงพยายามไม่ให้ภาพวาด
เฟอร์นิเจอร์ไม้ หรือผ้าม่านสวยๆ ต้องถูกแสงแดดโดยตรง
โดยการหามู่ลี่มาปิดกันแสงไว้เสีย
ขั้นตอนที่ 2
สัตว์นำโรคและแมลงไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม
คงเป็นเรื่องยากที่จะหลีกหนี บรรดาสัตว์นำโรคต่างๆ เช่น หนู แมลงสาบ แมลงกินผ้า มด
ยุง วิธีหนึ่งที่พอจะรับมือกับบรรดาสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ก็คือ
การหมั่นดูดฝุ่นและทำความสะอาดบริเวณเหล่านี้ให้ดีหมั่นตรวจสอบรอบๆ บ้าน
เมื่อพบเจออะไรที่ผิดปกติก็ควรรีบหาทางแก้ไขเสียแต่เนิ่นๆ
แต่การกำจัดแมลงหรือสัตว์ในบ้านบางชนิดอาจต้องใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย
หากสุดความสามารถจริงๆ แล้วก็อาจต้องพึ่งบริษัทกำจัดแมลง
ขั้นตอนที่ 3
ดูแลของเก่าในบ้าน สิ่งที่เป็นศัตรูสำหรับของเก่าในบ้านก็คือ
สภาพแวดล้อมต่างๆ ซึ่งมีหลักง่ายๆ ว่าอย่าให้อากาศโดยรอบแห้งจนเกินไป
อย่าให้ถูกแสงแดดตรงๆ โดยตั้งไว้ในที่ที่จะถูกกระทบได้น้อยที่สุด
ไม่ว่าจะโดนคนหรือของตกแต่งชิ้นอื่นและเคลื่อนย้ายหรือจับต้องอย่างเบามือ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับของที่บอบบางหรือแตกได้ง่าย
ขั้นตอนที่ 4
เฟอร์นิเจอร์ไม้ ควรจัดวางเฟอร์นิเจอร์ไม้ให้ถูกที่
โดยไม่ให้อยู่ใกล้แหล่งความร้อนหรือตั้งบนพื้นที่เปียกชื้น
แต่ควรตั้งในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก และมีอุณหภูมิของอากาศที่ค่อนข้างคงที่
ถึงแม้จะเป็นไม้เก่าแค่ไหนก็ต้องระวังเรื่องแสงสว่างให้มาก อย่าให้ถูกแสงแดด
แสงสปอตไลท์ และแสงจากโคมไฟโดยตรง
รอยขีดข่วนของข้าวของที่วางบนเฟอร์นิเจอร์ไม้และรอยหยดน้ำต่างๆ เหล่านี้
ล้วนมีผลต่อความงามของเนื้อไม้ทั้งสิ้น
ทางที่ดีควรจัดหาแผ่นรองแก้วและสิ่งของอื่นๆเพื่อไม่ให้สัมผัสกับพื้นผิวของไม้โดยตรง
และปัดฝุ่นอย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้แมลงมาอาศัยเจาะกินเนื้อไม้ได้
ขั้นตอนที่ 5
ภาพวาดทั้งภาพสีน้ำและสีน้ำมันซึ่งจะมีองค์ประกอบของภาพจำพวกไม้
ผ้าใบ สีฝุ่น น้ำมันเคลือบเงา ล้วนเปลี่ยนแปลงได้ตามอุณหภูมิที่ขึ้นลง ภาพสวยๆ
อาจจะหดงอ บิดเบี้ยวหรือแตกได้ถ้าได้รับความร้อนมากเกินไปเพราะฉะนั้นควรแขวน
ขอบคุณข้อมูลจาก learnersดอทไอเอ็นดอนทีเฮท

บางครั้งบางเรื่องปัญหาภายในบ้านของคุณอาจจะเป็นปัญหาที่คุณก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าใช้วิธีแบบนี้ก็แก้ปัญหาได้ วันนี้เราจึงมีคำแนะนำกลเม็ดเคล็ดลับวิธีการจัดการปัญหาภายในบ้านมาแนะนำ
1. หาก โรงรถ ของคุณมีกลิ่นอับ ลองขจัดกลิ่นด้วยการโรยหญ้าที่เพิ่งตัดมาใหม่ ๆ (เป็นหญ้าที่ใช้กรรไกรตัดหญ้าหรือเครื่องตัดหญ้าตัดนะครับไม่ใช้ขุดเอามาพร้อมรากพร้อมดินแบบนั่นใช้ไม่ได้นะครับ) ลงบนพื้นโรงรถ แล้วปล่อยทิ้งไว้สักระยะหนึ่ง ต้นหญ้าจะดูดเอากลิ่นอับในโรงรถออกไปจนหมด
2. ถ้าต้องการ อบผ้า 2-3 ชิ้นให้แห้งเร็วขึ้น ทำได้โดยหาผ้าขนหนูสะอาด ๆ ใส่ลงไปในเครื่องด้วยเพราะผ้าขนหนูจะไปช่วยดูดซับความชื้นทำให้ผ้าแห้งเร็วขึ้นอีก
3. วิธีทำให้ กรอบกระจกเงาหรือกรอบกระจกรูปภาพมองดูใหม่เสมอ ทำได้โดยการใช้ผ้าชุบน้ำมันสน แล้วทาบริเวณกรอบไม้ รอจนแห้งสนิท กรอบจะมองดูใหม่ทันที
4. วิธี ล้างคราบสกปรกที่แก้วเจียระไน ทำง่าย ๆ คือหาเปลือกฝรั่งใส่ลงไปในแก้วเจียระไน แช่ทิ้งไว้สัก 2-3 ชั่วโมง แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้แก้วจะดูใสสะอาด
5. วิธี ทำความสะอาดเครื่องเคลือบที่ทำด้วยทองเหลือง มีวิธีการทำง่าย ๆ คือนำเอาหัวหอมมาต้มในน้ำเดือด แล้วนำมาขัดลงบนเครื่องเคลือบเพียงเท่านี้เครื่องเคลือบจะมองดู ใหม่สะอาดหมดจดทีเดียว
6. วิธีการ ขจัดคราบไขมันที่ติดรอบท่ออ่างล้างจาน ซึ่งถ้าปล่อยไว้นาน ๆ จะเป็นเหตุให้ท่ออุดตันได้ มีวิธีทำคือ นำเกลือแกงใส่ลงไปในท่อ 2-3 ช้อน จากนั้นนำเบกกิ้งโซดาหรือผงฟูต้มน้ำให้เดือดแล้วเทลงไป ไขมันที่อุดตันก็จะหลุดออกไปหมด
7. วิธี ขจัดพวกมดแมลงมาขึ้นถังขยะ ทำได้ง่าย ๆ โดยหยดแอมโมเนียลงข้าง ๆ ถังขยะ สักเล็กน้อย กลิ่นแอมโมเนียจะทำให้มดแมลงไม่กล้าเข้ามาใกล้ถังขยะอีก
8. การ รักษาเครื่องมือทำสวนที่เป็นโลหะไม่ให้ผุกร่อน ได้ง่ายมี วิธีการรักษาโดยใช้วาสลินทาผิวของโลหะทุกครั้งเมื่อใช้เสร็จแล้ว และนำมาทำความสะอาดอีกครั้ง
9. การ ใช้เตาแก๊สแบบประหยัด ทำได้โดยปรับเปลวไฟให้เป็น้ำเงินเสมอ และไม่ควรเปิดไฟแก๊สให้สูงกว่าก้นหม้อด้วยจะทำให้หม้อร้อนช้า ควรปรับระดับให้พอดีกับก้นหม้อ
10. วิธี ดับกลิ่นเหม็นในถังขยะ ไม่ว่าจะเป็นหน้าบ้านหรือในบ้านให้หมดกลิ่นได้ทำได้โดยใส่เปลือกมะนาว หรือเปลือกส้มเขียวหวาน ส้มโอก็ได้ใส่ลงไปในถังขยะ กลิ่นส้มจะไปลดกลิ่นลงทำให้มีกลิ่นน้อยลง

วันนี้เราจะมานำเสนอหลักการ วิธีการที่ใช้ในการตกแต่งห้องนั่งเล่น ว่ามีหลักการพื้นฐานในการตกแต่งห้องเล่นยังไงบ้าง เผื่อว่าบางท่านที่ยังจับจุดไม่ได้ ว่าจะเริ่มตกแต่งตรงไหนก่อนหลังดี และต้องคำนึงถึงอะไรเป็นหลักหรือเปล่า
ห้องนั่งเล่น หรือห้องรับแขกนั้น โดยชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นห้องที่ไว้ใช้ต้อนรับผู้คน อาจจะเป็นที่ร่วมของสมาชิกในบ้านเอง หรือญาติ หรือจะเป็นเพื่อนฝูงมาพบปะสังสรรค์กัน
ดังนั้นอย่างแรกที่ต้องคำนึงถึงก็คือ การจัดวางเป็นอันดับแรก ในการจัดวางตำแหน่งของโต๊ะโซฟา เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ นั้นต้องไม่เกะกะไม่ว่าจะเป็นบริเวณที่อาจจะใช้เป็นทางเดินหรือบริเวณที่จะวางโต๊ะ ต้องสามารถเคลื่อนย้ายได้ และเมื่อมีกลุ่มคนมากขึ้นก็ต้องสามารถเสริมเก้าอี้ได้ เรียกว่าเป็นการจัดที่ต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์
เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในการตกแต่งห้องนั่งเล่น
อย่างที่บอกในขั้นต้นว่า ต้องสามารถเคลื่อนย้ายได้ เพื่อให้สอดคล้องกันเฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นควรจะมีขนาดกลาง ไม่หนักเกินไป เลือกโซฟาที่นั่งสบาย เหมาะกับการนั่งได้นานๆ รูปแบบเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้น แล้วแต่ความชื่นชอบของเจ้าของบ้าน แต่ต้องไม่ดูขัดแย้งกันมากเกินไป
โทนสีในการตกแต่งนั้น ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละคนเป็นหลัก อาจจะเป็นสีสันสดใส หรือสีอ่อนๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายอบอุ่น
ทั้งนี้การตกแต่งห้องนั่งเล่นนั่น ควรจะดูตามพฤติกรรมและกิจกรรมของสมาชิกในบ้านด้วย ว่าเน้นไปในทางใด เช่น หากห้องนั่งเล่น มีโฮมเธียเตอร์ในตัว ก็ควรเลือกวัสดุทำผนังที่ดูดซับเสียงได้ จะได้ไม่เป็นที่รบกวนเพื่อนบ้าน
ทิศทางของแสงก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ในการจัดวางตำแหน่งของใช้ต่างๆ เช่น โทรทัศน์ ชุดเครื่องเสียง ควรหลีกเลี่ยงการวางในตำแหน่งที่หันไปด้านที่แสงเข้ามา แสงภายในห้อง อาจใช้แสงให้ความสว่างทั่วไป หรือแสงไฟซ่อนผนัง แสงจะช่วยสร้างบรรยากาศในห้องได้เป็นอย่างดี อยู่ที่ว่าต้องการให้บรรยากาศเป็นเช่นไร

หลังจากที่เราเคยแนะนำวิธีการกำจัดปลวกไปแล้วครั้งหนึ่งในหัวข้อ Fixit Recommend: บ้านปลอดปลวก คราวนี้จะขอแนะนำเพิ่มเติมอีกสักหน่อยนะครับ
ปลวก อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ไม่ว่าบ้านจะสร้างด้วยไม้หรือปูน ปลวกสามารถเข้าไปได้ในตัวอาคารได้ทั้งนั้น โดยเข้ามา ตามรอยต่อของอาคาร รอยแตกร้าวของผนัง ก่ออิฐ ฉาบปูน รอยร้าวของไม้ แทรกตัวเข้าไปในเสาโรงรถ ที่พอกเอาไว้ด้วยอิฐก่อ ฉาบปูน เข้าไปในกล่องซ่อนท่อโดยอาศัยเป็นเส้นทางเดินสอดแทรกตัวมาตามบัวเชิงผนัง หรืออาศัยสายไฟเป็นทางเดิน เป็นต้น
การป้องกันปลวกในอาคารระหว่างก่อสร้าง จะต้องกำจัดปลวกที่ต้นตอ โดยทำก่อนจะปิดพื้นชั้นล่าง ด้วยการอัดน้ำยาตาม แนวคานด้านใน ใช้หัวฉีดน้ำยาอัดน้ำยาลงใต้ดิน ให้ห่างจากแนวคานด้านใน 6" ถึง 8" ระยะห่าง กัน 18" ตลอดแนวคานด้าน ในทุกด้าน ฉีดเคลือบน้ำยาที่ภายในทั้งหมดแบบปูพรมทุกตารางนิ้ว เพื่อให้น้ำยาซึมลงไปประสานกับน้ำยาซึ่งได้อัดไว้แล้วใน ระดับใต้คาน และอัดน้ำยาตามแนวคานด้านนอก ห่างกัน 18" ตลอดแนวคานด้านนอก
นอกจากวิธีฉีดน้ำยาลงในดินแล้ว ยังมีการกำจัดปลวกแบบระบบวางท่อ ซึ่งจะมีการวางท่อโดยรอบ เป็นท่อพีวีซีหรือท่อ พีอีสีดำ วางในแนวคานคอดินทั้งหมด เจาะรูตรงท่อ เพื่อติดตั้งตัวสปริงเกอร์ แต่ละตัวห่างกันประมาณ 50-80 ซม. โดยรอบแนว คานคอดินภายในอาคารทั้งหมด แล้วใช้เครื่องอัดน้ำยาเคมีผ่านท่อ PIPE เป็นละอองฝอยด้วยแรงอัด 25-30 ปอนด์ ซึ่งวิธีนี้ จะมี ประโยชน์คือไม่ต้องเจาะพื้น เมื่อต้องการกำจัดปลวกภายหลัง
โดยส่วนใหญ่ บริษัทกำจัดปลวก จะมีการรับประกัน 3 ปี และแต่ละปี จะเข้ามาตรวจสอบ ประมาณ 3 ครั้ง หรือทุก 3 เดือน แล้วแต่กรณี

วิธีแก้ปัญหาผนังรั่วซึม
เมื่อผ่านพ้นช่วงฤดูร้อนไปแล้ว ฤดูที่กำลังใกล้เข้ามาถึงก็คือฤดูฝน หลายๆ พื้นที่ในประเทศก็ได้รับฝนตกหนักกันไปบ้างแล้วในช่วงนี้ และแน่นอนว่าปัญหาที่สร้างความหนักใจให้กับเจ้าของบ้านอย่างหนึ่งในช่วงของฝนตกบ่อยๆ อย่างนี้คือ ปัญหาผนังรั่วซึม เมื่อผนังรั่วซึม สิ่งที่ตามก็คือ เชื้อรา รอยกระด่างกระดำ ตะไคร้ ติดตามผนังบ้าน ทำให้บ้านที่เคยสวยงาม กลับไม่น่าดูชมสักเท่าไร ผนังรั่วซึมมีสาเหตุมาจาก ตอนที่ก่อสร้าง มีการก่อฉาบผนังได้ไม่ดีพอ กรรมวิธีการก่อสร้างไม่ถูกต้อง ไม่มีการติดตั้งระบบกันการรั่วซึม ทำให้เกิดเป็นรอยร้าวแตกที่ผนัง หรือเกิดจากสภาพอายุการใช้งานแต่ปัญหาทุกปัญหาย่อมมีทางออก มีวิธีแก้ไข วิธีแก้ปัญหาผนังรั่วซึมมีดังต่อไปนี้
1.สำหรับบ้านใหม่ ที่กำลังก่อสร้าง ต้องควบคุมการก่อสร้างให้ดี ตรวจสอบการฉาบผนังให้มีความเรียบร้อย ให้ถูกต้องตามขั้นตอน ปัญหาของผนังไม่เพียงแค่การรั่วซึม ยังมีปัญหาการแตกลอกร่อน ของสีและผิวปูน ส่วนใหญ่มักเกิดจากการผสมปูนและทราย ในอัตราส่วนที่ไม่เหมาะสม การเลือกช่างหรือผู้รับเหมาที่มีความชำนาญการ ไว้ใจได้ จึงเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการสร้างบ้านใหม่ แต่แน่นอนว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย ที่จะหาได้ หากคุณไม่ได้รู้จักใครเป็นการส่วนตัว ทั้งนี้ การไม่จู้จี้จุกจิกจนเกินไปของเจ้าของบ้าน ก็เป็นหลักจิตวิทยาเล็กๆน้อยๆ สร้างความพึงพอใจต่อกันและกัน ผลงานดีๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้โดยง่าย
2.สำหรับบ้านเก่า ต้องแก้ที่ปลายเหตุ โดยการทำความสะอาดรอยร้าวนั้น ฉีดสารเชื่อมประสาน เข้าไปในรอยร้าว แล้วทาด้วยวัสดุกันซึม ทาทับ 2 รอบ จากนั้นทำการทาสีผนังใหม่ ให้สวยงาม แต่หากจะทำใหม่บางส่วน ต้องรื้อผนังบางส่วนที่ติดกับคานนั้นออก แล้วก่ออิฐใส่เข้าไปใหม่ แล้วจึงฉาบปูนทับอีกชั้นหนึ่ง ที่สำคัญต้องใส่ใจกรรมวิธีการทำเป็นพิเศษ ฉาบผนังให้ดี เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาซ้ำรอยเดิมอีก

ผนังเบาคืออะไร
ผนังเบาก็คือผนังที่ทำขึ้นโดยไม่ต้องมีคานรองรับใต้พื้น เป็นวัสดุเบาๆ มีน้ำหนัก 30-40 กิโลกรัมต่อตารางเมตร นิยมใช้ทั้ง ภายในและภายนอกอาคาร ตัวอย่างเช่น ผนังอีเตอร์แพน บอร์ด
อีเตอร์แพน บอร์ด เป็นไฟเบอร์ซีเมนต์บอร์ด ใช้งานได้หลากหลาย เช่น ผนังภายนอกใช้ความหนาที่ 6, 7.5, 9 และ 12 มม. ตามแต่ละสภาพของงาน สามารถตัดแผ่นให้ได้ขนาดตามที่ต้องการได้ เว้นรอยต่อ 3-5 มม. รอยต่อใช้โพลียูริเทนยาแนว ก็จะเป็น ผนังเบาที่สวยงามได้
หรืองานผนังภายใน สามารถใช้ความหนาที่ 5.5, 6, 7.5 และ 9 มม. ตีชิดฉาบเรียบด้วยผงยิบซั่มและปลาสเตอร์ ไม่ต้อง เว้นรอยต่อระหว่างแผ่นเรียบสนิทไร้ร่องรอย เก็บหัวสกรูได้สวยงาม เป็นทั้งผนังเก็บเสียง กันไฟปลอดภัยจากมอด ปลวก และ เชื้อรา
นอกจาก แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์บอร์ดแล้ว ยังมีวัสดุแผ่นอีกหลายชนิดในท้องตลาด เช่น ยิบซั่มบอร์ด ไม้อัด กระเบื้องแผ่นเรียบ สามารถเลือกใช้ได้โดยไม่ต้องทำคานรองรับใต้พื้น การจะใช้วัสดุอะไร ขอให้ดูข้อมูลวัสดุนั้นๆ ว่ากันปลวก กันมอด กันน้ำ ได้ดีเพียงใด การยึดโยงติดตั้งทำอย่างไร มีความคงทนได้ดีเพียงใด เพื่อนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจในการเลือกใช้ วัสดุนั้นๆ กับบ้านคุณ

ปัญหาแตกร้าวของฝาผนังนั้นเป็น
"คู่กรรม-คู่เวร" กับผนังอิฐฉาบปูนจริงๆ และถ้าเกิดจากปัญหาโครงสร้างด้วยแล้วล่ะก็ควรให้มืออาชีพรีบมาตรวจสอบแก้ไขแต่เนิ่นๆ
ไม่ควรปล่อยไว้นาน เพราะอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ เช่น การรั่วซึมได้
แต่ถ้าเป็นรอยร้าวเล็กๆน้อยๆ หรือการแตกลายงาบนผนัง "ช่างในบ้าน" อย่างเราๆ
ก็พอจะซ่อมแซมกันเองได้
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สีเท็กซ์เจอร์ที่ใช้ทาทับรอยร้าวได้โดยไม่ต้องเรียกช่างมาสกัดผนังและฉาบปูนให้ยุ่งยาก
*เครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็น
-แปรงพลาสติก
-เกรียงโป๊
-สีเท็กซ์เจอร์และลูกกลิ้ง (มีให้เลือกทั้งชนิดหยาบหรือละเอียดตามความต้องการ)
-ภาชนะหรือถาดสำหรับใช้ผสมสี
- สีน้ำพลาสติก (เลือกเฉดสีตามความชอบส่วนตัว)
ขั้นตอนการทำงาน
1. ใช้แปรงพลาสติกขัดล้างทำความสะอาดพื้นผนังที่จะตกแต่งด้วยสีเท็กซ์เจอร์เสียก่อน
กรณีผนังเดิมผ่านการทำสีมาแล้ว ให้ใช้เกียงโป๊ขูดลอกสีเก่าออกให้หมด
จากนั้นทาสีรองพื้น 1-2 เที่ยว
เพื่อป้องกันความชื้นและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะระหว่างพื้นผิวได้ดียิ่งขึ้น
แล้วปล่อยให้ผนังแห้งสนิท
2.
ใช้ลูกกลิ้งจุ่มสีเท็กซ์เจอร์ชนิดหยาบหรือละเอียดในภาชนะแล้วกลิ้งไปบนพื้นผนังช้าๆ
ทีละ 30-40 เซนติเมตร หรือประมาณหนึ่งรอบของลูกกลิ้ง และเมื่อทาได้พื้นที่หนึ่งตารางเมตรแล้ว
ให้กลิ้งลูกกลิ้งทับอีกรอบหนึ่ง โดยกลิ้งไปในทิศทางเดียวกัน
และคอยระวังให้รอยต่อของสีเรียบสม่ำเสมอกัน
ในกรณีที่ต้องการตกแต่งลวดลายที่ต่างไปจากลูกกลิ้ง อาจใช้เกรียงหรืออุปกรณ์อื่นๆ
ช่วยทำลวดลายได้ตามใจชอบในทันทีที่ฉาบสีเท็กซ์เจอร์แล้ว
3.ผิวเท็กซ์เจอร์ที่ปรากฏขึ้นอาจบางหรือหนา สั้นหรือยาวบ้าง
ขึ้นอยู่กับน้ำหนักมือที่เรากลิ้งเนื้อสีไปที่ผนังนั่นเอง
และเมื่อปล่อยให้ผนังแห้งพอประมาณ (3 ชั่วโมง) แล้ว
ให้นำเฉดสีที่ต้องการมาทาทับหน้าอีกครั้งเพื่อความสวยงาม
และสามารถใช้งานได้หลังจากผ่านไปแล้ว 24 ชั่วโมง หมายเหตุ :
การทำพื้นผิวในลักษณะนี้ อาจทำให้ผนังห้องมีการสะสมฝุ่นมากกว่าปกติ
ดังนั้นเราจึงต้องหมั่นดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ
ขอขอบคุณ : บริษัท โจตันไทย จำกัด
เอื้อเฟื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ในการทาสีเท็กซ์เจอร์ (สีนูนโปร์ไฟล์)
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2750-3355
*** สีเท็กซ์เจอร์ เป็นสีที่มีส่วนผสมของเกล็ดหินอ่อนเพื่อให้มีพื้นผิวที่ขรุขระ
สามารถฉาบทับรอยร้าวและพื้นผิวที่ไม่เรียบได้ดี
และช่วยปกปิดรอยต่อของแผ่นฝ้าเพดานได้มิดชิด
เหมาะสำหรับงานตกแต่งพื้นผิวทั้งภายในและภายนอกอาคาร มีให้เลือกใช้ 2
รูปแบบด้วยกันคือ ชนิดละเอียด (FINE) ซึ่งออกแบบมาสำหรับงานที่ต้องการสร้างลายแบบละเอียดหรือดูเหมือน"เม็ดทราย"
และชนิดหยาบ (COARSE) มีเนื้อสีที่หยาบและขรุขระ
ให้ลายที่ชัดเจน ใช้ได้กับผนังคอนกรีต งานอิฐ ไม้ ฯลฯ
เรื่องน่ารู้
การเลือกสีทาบ้าน
สีทาบ้าน - อาจเรียกได้ว่า
เป็นสิ่งที่สามารถบ่งบอกรสนิยมของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี สีแต่ละสี
ย่อมให้ความหมาย ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป สีโทนเย็น ให้ความรู้สึกสงบเย็น ผ่อนคลาย ดูแล้วสบายตา มีความเป็นอิสระ เช่น สีขาวอมฟ้า
สีม่วง สีเขียว และน้ำเงิน ในส่วนของสีโทนร้อนหรือโทนอุ่นนั้น
จะให้ความรู้สึกที่สดใส รู้สึกตื่นตัวกระฉับกระแฉง กระตือรือร้น มีชีวิตชีวา เช่น
สีส้ม สีแดง สีขาวอมเหลือง
โทนสีและผลของ ความรู้สึก
ความรู้สึก ในการมองสีแต่ละสี ย่อมไม่เหมือนกัน สีดำ ให้ความรู้สึก เข้มแข็ง ดูทันสมัย มักนิยมใช้เป็นสีพื้น
เพราะสามารถทำให้สีอื่นๆ ที่ร่วมด้วย ดูโดดเด่นชัดขึ้น แต่ทั้งนี้ สีดำปกติแล้ว
ไม่นิยมนำมาใช้เป็นสีทาบ้าน แต่อาจใช้เป็นสีพื้นของเฟอร์นิเจอร์แทน
หากเป็นสีทาภายในแล้วหละก็ โทนดำๆ เทาๆ อาจทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกหดหู่ได้
สีน้ำตาล เป็นสีออกแนวธรรมชาติ
ซึ่งดูอบอุ่นสวยงาม สามารถนำมาใช้ได้กับทุกห้อง หากเป็น สีเขียวก็เช่นเดียวกัน ปกติจะหมายถึงสัญลักษณ์ของธรรมชาติอยู่แล้ว การทาสีบ้าน สีน้ำตาลและเขียว
เปรียบเสมือนต้นไม้ใบหญ้า ส่งผลให้ผ่อนคลายสภาพจิตใจก็ดีไปด้วย เหมาะมากๆ กับการทาสีบ้าน
ทาสีห้องนอน หรือห้องอื่นๆก็ได้
สีน้ำเงิน หรือจะเป็นโทนสีฟ้า สีนี้ทำให้ดูสดใส ร่าเริง เบิกบาน สบายตา
ข้อดีคือทำให้ห้องดูกว้างและมีชีวิตชีวา เหมาะกับ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ
หรือห้องทั่วๆไปแล้วแต่ความชอบส่วนตัว
โครงสี ขั้นตอนการกำหนด
โครงสี นั่นหมายถึง
สีหลักที่จะใช้ทาบ้าน เช่น ทาสีผนังบ้าน พื้น เพดาน พรม โดยทั่วไปแล้ว
มักนิยมใช้เพียงแค่ประมาณ 3-4 สี
โดยให้เป็นสีต่างกันแต่โทนเดียวกัน เพื่อความกลมกลืน ทั้งนี้ บ้านที่มีสีกลมกลืนกัน
ยังถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยจีนอีกด้วย ทำให้ผู้อยู่อาศัยรักใคร่และกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกัน
โดยจะมีขั้นตอนการเลือกกำหนดโครงสีดังนี้
- เลือกสีหลัก หมายถึง
สีที่ใช้สำหรับพื้นที่ส่วนใหญ่ของห้อง เช่น สีทาพื้นเพดาน ฝาผนัง
โดยต้องกำหนดสีที่โดนใจมาก่อนสักหนึ่งสี แล้วจึงเลือกระดับสีอ่อนเข้ม หากอ่อน
ก็จะช่วยหลอกตาให้ห้องดูกว้างขึ้นได้
- เลือกสีรอง หมายถึง สีที่เข้ากันได้กับสีหลัก
คำว่าเข้ากันได้นี้ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นโทนเดียวกันเสมอไป แต่อาจหมายถึง
สีตัดกันก็ได้ แต่ไม่ควรเกิน 2 สี อาจใช้กับ ประตู
หน้าต่าง ผนังห้องบางส่วน เฟอร์นิเจอร์ชิ้นหลัก
- เลือกระดับความเข้มของสี ในสีเดียวกันนั้น ยังมีสีย่อยๆ
ได้อีกหลายสี โดยสามารถปรับระดับความเข้มอ่อนของสี ใช้น้ำหนักที่แตกต่างกัน
เพื่อให้ห้องดูกลมกลืน อบอุ่น เช่น หากห้องของคุณมีสีหลักเป็นสีฟ้า
อาจมีสีรองเป็นสีเหลือง คุณอาจเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ผ้า
ในโทนสีเหลืองเข้มก็ได้
- เลือกเน้นสี หมายถึง สีของวัตถุ
ที่ใช้สำหรับตกแต่ง วัตถุชิ้นเล็กๆ
ส่วนใหญ่มักนิยมใช้วัตถุที่มีสีสันต่างจากสีหลักและสีรอง
เพื่อความโดดเด่นของวัตถุ ส่งผลให้มีความสดชื่น มีชีวิตชีวา แต่ทั้งนี้
ก็ไม่ควรเยอะจนเกินไป
สีตัดกัน
การเลือกโทนสีที่ตัดกัน ก็เป็นที่นิยม โดยเป็นสีตามคู่ตรงข้ามนั่นเอง
เช่น สีน้ำเงินตัดกับสีส้ม สีเหลืองตัดกับสีม่วง สีแดงตัดกับสีเขียว
สีที่ตัดกันจะทำให้ห้องดูสดใส ไม่น่าเบื่อ เช่น หากคุณเลือกสีห้องในโทนสีน้ำเงิน
หรือฟ้า คุณอาจใช้ผ้าม่าน หรือผ้าปูที่นอน สีส้ม ก็จะทำให้ดูตัดกันได้อย่างลงตัว
สมัยนี้การตกแต่งบ้านก็เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะมองข้ามไม่ได้
เพราะอะไร? ก็เพราะบ้านเป็นสถานที่สำหรับพักอาศัยและประกอบกิจกรรมต่างๆ
ในชีวิตของเรา มีผลทางด้านจิตใจของผู้อยู่อาศัย ตัวอย่างเช่น บ้านที่มีการตกแต่งรอบบริเวณบ้านไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสวนหน้าบ้านหรือหลังบ้าน
ส่วนของห้องนั่งเล่น ห้องครัว หรือ ห้องนอน บ้านนั่นก็จะดูสวยงามมีความรู้สึกอบอุ่นสบายกายสบายใจผ่อนคลายเมื่อได้อยู่ในบ้านหลังนั่น
แต่ถ้าเป็นบ้านที่ไม่มีการตกแต่งอะไรเลย บ้านหลังนั่นก็จะเต็มไปด้วยความรู้สึกจืดชืด
เย็นชา ไร้สึกอารมณ์ใดๆ ซึ่งจะทำให้ผู้ที่พักอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั่นเกิดความไม่สบายกายสบายใจยามที่อยู่ในบ้านหลังนั่น
ดังนั้นเราควรจะต้องมีการตกแต่งบ้านบ้าง
แต่เราจะตกแต่งยังไงนั่นลองอ่านคำแนะนำข้างล่างนี้ดู
1. ความปลอดภัย
ในการจัดตกแต่งบ้านควรคำนึงถึงความปลอดภัยของสมาชิกในบ้าน
โดยการเลือกเครื่องตกแต่งบ้านที่ไม่มีมุมแหลม ไม่แตกหักง่าย ไม่เกะกะทางเดิน
และควรป้องกันอันตรายที่เกิดจากความอยากรู้อยากเห็น เช่น จักว่างตู้ยาไว้ในที่สูง
และจัดเก็บสารเคมี ยาฆ่าแมลงในบ้านให้พ้นมือเด็ก รวมทั้งไม่จัดของขวางทางเดิน
ไม่ขัดพื้นจนเป็นเงามัน เพราะว่าจะลื่นหกล้มหรือตกบันไดได้ นอกจากนี้
การติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าตลอดการเดินสายไฟฟ้า จะต้องอยู่ในสภาพที่ปลอดภัย
2. ถูกสุขลักษณะและสะอาด
ในการจัดบ้านจะต้องจัดให้อากาศถ่ายเทสะดวกไม่ควรจักว่างสิ่งของปิดบังทิศทางลม
และจัดให้มีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มืดทึบ
รวมรวมทั้งควรทำความสะอาดเครื่องตกแต่งบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ
เพื่อสุขอนามัยของคนในบ้าน
3. สะดวกในการใช้สร้อย
ในการจัดตกแต่งบ้านควรคำนึงถึงความสะดวกในการทำกิจกรรมต่างๆ
โดยการจัดทางเดินต่างๆ
ชองบ้านให้สัมพันธ์กันสามารถเดินไปมาได้สะดวกจัดหาเครื่องที่มีขนาดและจำนวน
เหมาะสมสมกับเนื้อที่
เลือกเครื่องที่สะดวกในการใช้สร้อยและทำความสะอาดได้ง่าย เช่น
เครื่องเรือนที่มีล้อ
สามารถเคลื่อนย้ายได้และจัดอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ให้สะดวกต่อการหยิบใช้
เช่น ไม่ว่างเครื่องมือเครื่อง
ใช้ที่ใช้บ่อยๆ ในที่สูงเกินมือเอื้อมถึง
และจัดอุปกรณ์ให้เป็นหมวดหมู่ เป็นต้น
4. ความสบาย
การจัดตกแต่งบ้านให้ให้มีเครื่องช่วยป้องกันความจ้าของแสงแดด เช่น
ม่าน มู่ลี่ มีช่องระบายความร้อน และให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
สามารถมองเห็นทิวทัศน์ในบ้านหรือนอกบ้านที่ทำให้เกิดความเพลินได้ เป็นต้น
5. ความมีระเบียบและความสวยงาม
ในการจัดตกแต่งเครื่องเรือนควรมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย
สิ่งของที่จัดว่างมากเกินไป
และสิ่งของที่จัดว่างไม่เป็นระเบียบจะทำให้ความสวยงามลดลงนอกจากนี้นอกจาก
การตกแต่งบ้าน
ควรนำเรื่องการใช้สีซึ่งเป็นหลักการศิลปะมาใช้จะทำให้บ้านสวยงามน่าอยู่ยิ่งชึ้นควรนำไม้
ดอกไม้ประดับมาใช้ตกแต่งบ้าน เพื่อเพิ่มความสวยงาม เช่น
ใส่แจกันดอกไม้สด ไม้ประดับแบบแชวน เป็นต้น
6. ความประหยัด
การจัดตกแต่งบ้านควรคำนึงถึงความประหยัดทั้งเวลา
แรงงานและเงินโดยพิจารณาเรื่องดูแลรักษา ทำความสะอาด ราคาสิ่งของที่นำมาตกแต่งบ้าน
การใช้เครื่องทุ่นแรงจะทำให้ช่วยประหยัดเวลาและแรง แต่ก่อนการซื้อควรพิจารณาราคากับความคุ้มค่าของการใช้สร้อย
นอกจากสิ่งนั้นสิ่งของเครื่องใช้บางอย่าง
ที่ใช้ในการตกแต่งบ้าน หากเราสามารถประดิษฐ์เองได้
ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในครอบครัวลงได้
ต้นไม้ที่ปลูกหรือขึ้นเองรอบบ้านนั้นใครจะคิดว่ามีผลทางฮวงจุ้ยด้วยเหมือนกัน
โดยรอบบ้านโดยเฉพาะตำแหน่งของต้นไม้ดอกหรือต้นไม้ต่างๆ ที่อยู่ในบ้านหรือรอบๆ มีผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยภายในบ้านอย่างไม่รู้ตัว
ลองมาดูกันว่าต้นไม้ที่บ้านคุณ มีอะไรถูกหลักผิดหลัก ฮวงจุ้ย ยังไงบ้าง
1.หากคุณมีต้นไผ่ในบริเวณบ้านควรเอาใจใส่เป็นพิเศษ หมั่นดูแลให้มีใบไผ่เขียวชอุ่มดกหนาอยู่รอบบ้าน
เพราะตามหลักฮวงจุ้ยจะทำให้ผู้อยู่อาศัยเกิดความร่มเย็น เป็นสิริมงคล
แต่หากปลูกแล้วไม่ดูแล ปล่อยให้ดูโหรงเหรง อย่าปลูกดีกว่าเพราะถือเป็นอัปมงคล
2.หากบ้านมีมุมแหลมชี้เข้ามาปักหน้าบ้าน ให้ปลูกต้นไม้กั้นมุมแหลมนี้ไว้
เพื่อป้องกันความไม่สบายใจจากสิ่งชั่วร้าย
หรือจะปลูกบนดินหรือใส่กระถางก็ได้ตามใจชอบ
3.ใบไม้แห้งร่วงในบริเวณบ้านมากเกินไป จะส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้สูงอายุ
หรืออาจทำให้ฐานะครอบครัวตกต่ำลง ทางที่ดีควรหมั่นเก็บกวาดให้พื้นที่โดยรอบบ้านดู
สะอาดตาอยู่เสมอ
4.หากมีดอกไม้สีขาวหรือสีที่ใกล้เคียงกับสีขาวร่วงหล่นบนหลังคาบ้านเป็นอัปมงคล
ผิดหลักฮวงจุ้ย จะทำให้เกิดความทุกข์โศก
5.หากมีเถาวัลย์เลื้อยพันกำแพงบ้าน
จะส่งผลให้กิจการงานไม่ราบรื่นและติดขัดอยู่ตลอดเวลา
ด้วยลักษณะของเถาวัลย์ที่พันจะมองดูคล้ายกับมีอะไรมาฉุดดึงเอาไว้
6.หากมีกิ่งไม้ล้ำเข้าไปในบ้านหรือแผ่ปกคลุมหลังคาบ้าน
ถือว่าผิดหลักฮวงจุ้ยอย่างแรง เป็นอัปมงคล จะทำให้คนในบ้านเจ็บป่วยและอับโชค
7.ไม่ควรมีต้นไม้ขวางอยู่หน้าบ้าน เป็นอัปมงคล
ทำให้เกิดการขัดข้องทั้งทางร่างกายและจิตใจ
8.ควรปลูกต้นปาล์มหรือต้นสนข้างบ้านหรือหลังบ้านให้เป็นแถวและมีระเบียบ
จะช่วยให้มีความสุขและเจริญรุ่งเรือง
9.ภายในบริเวณบ้าน ไม่ควรปลูกต้นไม้ที่ให้ผล ยิ่งเป็นผลใหญ่ๆ ยิ่งไม่ควรปลูก
เพราะจะทำให้เกิดอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตและกิจการงาน
10.ควรปลูกดอกไม้หรือไม้ยืนต้นทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวบ้าน
เพราะนอกจากจะเป็นการเสริมสิริมงคลแล้ว ยังก่อให้เกิดโชคลาภแก่ผู้อยู่อาศัยอีกด้วย
11.ควรปลูกดอกไม้สีแดงสดทางทิศใต้ของบ้าน
จะเป็นการกระตุ้นหรือส่งเสริมโชคลาภให้แก่คนในบ้าน
12.ควรปลูกต้นไม้ทางทิศตะวันตกของบ้าน
เพราะจะทำให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ผู้อยู่อาศัย ทำให้อยู่เย็นเป็นสุข
ขอบคุณข้อมูลจาก horolive.com
ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเดินชมโชว์รูมจำหน่ายของตกแต่งบ้านหลายๆ
แห่ง โดยมุ่งไปที่แผนกที่เกี่ยวกับโคมไฟ หลอดไฟ เพื่อต้องการนำมาจัดสวนบ้านของผมเอง
หลังจากเดินอยู่นานไปก็หลายที่ก็เจอโคมไฟที่ต้องการ แต่ก็แน่นนอนถึงแม้จะได้โคมแล้วแต่ก็ยังต้องเลือกหลอดไฟแยกต่างหาก
พนักงานจึงได้เอ่ยถามขึ้นมาว่า ต้องการหลอดไฟประเภทใด ผมจึงถามกลับไปว่า
มีแบบใดบ้าง จึงได้คำตอบมาว่า มีแบบ Warm White และ Daylight ผมจึงเกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่า หากคนธรรมดาทั่วๆ ไป ที่ไม่ได้ศึกษาข้อมูลเรื่องเกี่ยวกะไอ้หลอดไฟแบบ
Warm White และ Daylight อะไรนี้มาก่อนจะเลือกซื้อได้เหรอ?
อาจทำให้มึนงงกันได้ ว่าทั้งสองชนิดนี้ มันแตกต่างกันอย่างไร
มีแค่สองแบบหรือมีแบบอื่นอีกหรือไม่ จึงเป็นที่มาของบทความเล็กๆ น้อยๆ
ไว้เป็นความรู้คู่บ้านกันนะครับ
ประเภทของแสงหลอดไฟ
1. วอร์มไวท์ (Warm
White) ให้โทนแสงนวลตา เป็นสีโทนอุ่น ให้ความสว่างไม่มากนัก ออกสีทองส้ม
เหมาะกับการใช้เพื่อประดับตกแต่งมากกว่าเน้นการมองเห็น ประยุกต์ใช้ร่วมกับการจัดสวนได้ดี
แสงวอร์มไวท์ จะสะท้อนกับวัสดุให้แสงสีทอง
ทำให้บริเวณพื้นที่ดูงดงามขึ้นมาทันตาเห็น หากนำไปใช้ตกแต่งภายใน
เหมาะกับแสงภายในห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือห้องที่ใช้ในการพักผ่อน
ไม่เพียงแค่สร้างความอบอุ่นเท่านั้น แต่แสงชนิดวอร์มไวท์ ยังให้ความรู้สึกโรแมนติก
ผ่อนคลายอีกด้วยนะ สถานที่พักต่างๆ จึงนิยมใช้หลอดไฟชนิดนี้มาตกแต่งกัน
2. เดย์ไลท์ (Day
Light) โทนแสงสว่างตา
เป็นโทนแสงเดียวกับแสงกลางวัน ให้แสงสว่างสูง ออกไปในโทนสีฟ้า มองเห็นได้ชัด
ให้ความรู้สึกสดใส กระฉับกระเฉง ตื่นตัว ประยุกต์ใช้กับการทำงานเป็นหลัก เช่น
ห้องทำงาน ภายในออฟฟิศ สำนักงาน ห้องครัว หรือแม้แต่ห้องนอน
ในมุมที่ต้องการแสงสว่างอย่างเพียงพอ อาทิเช่น มุมอ่านหนังสือ มุมทำงาน
อาจเรียกได้ว่า เป็นชนิดหลอดไฟที่ได้รับความนิยมในการใช้งานมากที่สุดก็ว่าได้
เนื่องด้วยคุณสมบัติที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน สามารถนำไปใช้ได้ทุกๆงาน
3. คูลไวท์ (Cool White) โทนแสงระหว่าง
วอร์มไวท์และเดย์ไลท์ เรียกได้ว่า หากใครต้องการความเป็นกลาง เลือกไม่ถูกระหว่าง 2
ตัวเลือกก่อนหน้านี้ คูลไวท์อาจเป็นอีกหนึ่งคำตอบได้เป็นอย่างดี
ระดับแสงคูลไวท์ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานได้ทุกรูปแบบ ทั้งภายในและภายนอก
ลดความอุ่นของแสงสีส้ม และลดความสว่างของแสงเดย์ไลท์ ทำให้เกิดความสมดุล
ลักษณะเป็นแสงสีขาวนวลตา
รู้จักกันไปครบทั้ง 3 แบบแล้ว
ทั้งนี้ การเลือกซื้อนำมาใช้งานจริง ก็ไม่ได้มีทฤษฎี หรือกฎเกณฑ์ใดตายตัว
ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวล้วนๆเลยหละครับ อาจสรุปง่ายๆ หากต้องการแสงไฟ สำหรับการพักผ่อน ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย
เลือกมาทางฝั่ง Warm White แต่หากต้องการเน้นแสงสว่าง เน้นใช้ทำงาน มองเห็นอย่างชัดเจน เลือกมาทาง
Day Light และหากลังเลใจ ก็จัด Cool White ไปเลยครับ
ใครจะเชื่อว่า เตียงนอนก็มีหลักฮวงจุ้ยด้วย เตียงนอนที่ดี ที่จะทำให้เรานอนหลับสบายก็มีหลักการของ ฮวงจุ้ยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ใครจะเชื่อ!! แต่ถึงแม้ว่าคุณจะเชื่อไม่ก็ตาม หากจะลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้ก็คงไม่เสียหายอะไร เอาล่ะเรามาดูกันสิว่าฮวงจุ้ยเตียงนอนแบบไหนที่จะทำให้คุณหลับสบาย ตื่นมามีชีวิตสดใสราบรื่นเฮงๆ ไปตลอดทั้งวันหรืออาจจะทั้งปี!!
1.เตียงนอนที่อยู่ใต้ไฟ (ศีรษะมีไฟส่อง) จะทำให้ปวดศีรษะง่ายเครียดง่ายหรือมีเรื่องร้อนใจเสมอ
2.เตียงนอนวางอยู่ใต้คาน จะทำให้ต้องรับภาระหนัก มีเรื่องให้แก้ปัญหาเสมอ
3.เตียงนอนมีเสาบังอยู่ทั้ง 2 ข้าง เหมือนถูกบีบจากเสา จะทำให้มีแต่เรื่องเครียดอยู่ตลอดเวลา
4.เตียงนอนตรงประตูทางเข้าออก จะทำให้เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ อยู่เสมอ
5.เตียงนอนตรงประตูห้องน้ำ จะมีอาการป่วยด้วยโรคช่องท้อง เช่น มดลูก ท่อปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก อัมพาต
6.เตียงนอนวางลอยๆ กลางห้อง ดูแล้วเหมือนเมรุเผาศพ คนเดินผ่านได้รอบข้างเป็นการจัดวางที่รับอันตรายได้รอบทิศทางถือว่าไม่เป็นมงคล
7.กระจกแผ่นใหญ่ส่องเตียงนอน จะทำให้ป่วยง่าย ทำให้ตกใจง่าย เหมือนถูกผีหลอกทั้งๆ ที่เป็นตัวเอง การป่วยจะเป็นการป่วยเรื้อรัง
8.วางเตียงนอนไว้ใต้บันได ถือว่ารับแต่ของสกปรก หรืออัปมงคลไว้ตลอดเวลาเป็นลักษณะกดทับแก้ปัญหายาก
9.เตียงนอนอยู่ใต้เครื่องปรับอากาศในส่วนของหัวเตียง ลักษณะศีรษะจะถูกกดทับตลอดเวลาทำให้มีแต่เรื่องเครียดอยู่ตลอดเวลา
ตามหลักจิตวิทยาและทฤษฎีสีกล่าวไว้ว่า สีมีอิทธิพลต่ออารมณ์และความรู้สึกของคนเรา เนื่องจากสีของผนังห้องมีผลทำให้คนที่พักอาศัยอยู่นั้นรู้สึกเย็นลงหรืออบอุ่นขึ้นได้...ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ย การเลือกใช้โทนสีให้ถูกต้อง
จะต้องคำนึงถึงธาตุหรือวันเกิดของเจ้าของบ้านด้วย อย่างเช่นหากคุณเป็นคนธาตุน้ำ ควรเลือกใช้สีอ่อนในการทาผนังห้อง หรืออาจอ้างอิงจากฤดูกาลที่เกิดก็ได้ เช่น หากคุณเกิดในฤดูหนาว ควรเลือกใช้สีสว่างๆ อย่างสีชมพู หรือสีเขียวจัด กับห้องนอนของตน ในขณะที่คนเกิดในฤดูร้อน สีฟ้าอ่อนหรือสีตองอ่อน ดูจะเหมาะสมกว่า
นอกจากนี้ สีต่างๆ ก็ให้ความหมายที่เป็นมงคลแตกต่างกันออกไป เช่น
- สีแดง คือสีอันเป็นมงคลในหมู่ชาวจีน และหมายถึงความร่าเริงในทางสากล
- สีม่วง คือสีที่แสดงความรู้สึกเคารพนอบน้อม
- สีเหลือง คือสีของดวงตะวัน หมายถึงความรุ่งเรืองและอายุยืน
- สีเขียว คือสีของอารมณ์ริษยา และสีแห่งความสงบ-สดชื่น
- สีขาว คือสีแห่งความหดหู่ในหมู่ชาวจีน แต่หมายถึงความบริสุทธิ์ในทางสากล
:: ข้อควรระวังในการเลือกใช้สี ::
คุณไม่ควรจะเลือกใช้สีใดสีหนึ่งล้วนๆ โดยไม่มีสีอื่นแทรกเลยแม้แต่น้อย อย่างเช่น คุณชอบสีขาว จึงทาผนังห้องทุกห้องเป็นสีขาว รวมทั้งใช้ผ้าม่านและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ในโทนสีขาวหมด
การตกแต่งแบบนี้อาจส่งผลในภายหลังให้คุณรู้สึกอ่อนเพลียและหมดความกระชุ่มกระชวยลง ทางที่ดีควรจะเบรกการใช้สีใดสีหนึ่งล้วนๆ ด้วยการเพิ่มสีสันอื่นๆ ลงไปบ้าง ทั้งนี้เพื่อสร้างความสดใจและส่งผลดีต่อจิตใจของผู้อยู่อาศัยนั่นเอง
ขอบคุณข้อมูลจาก Homepro
การแตกร้าวในอาคาร
การแตกร้าวในอาคารนั้นมีด้วยกันหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะมาจากการทรุดของดิน หรือการเสื่อมไปตามอายุก่อ แต่โดยหลักๆ แล้ว การแตกร้าวในอาคารแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ
ชนิดแตกร้าวแบบไม่เป็นอันตราย - จะมีลักษณะเป็นเส้นเล็กๆ ขนาดเท่าเส้นผม เช่น การแตกร้าวลายงาของผนังปูนฉาบ การแตกร้าวของผิวหินขัด การแตกร้าวของกรวดล้างทรายล้าง การแตกร้าวของพื้นโรงรถเป็นต้น ถึงแม้การแตกร้าวเหล่านี้จะส่ง ผลด้านความสวยงาม แต่ก็ไม่มีอันตรายกับโครงสร้างของบ้าน เพียงแต่อาจจะทำให้มีบางจุดที่ร้าวนั้นเกิดการรั่ว - ซึมได้
ชนิดการแตกร้าวที่เป็นอันตราย – ซึ่งการแตกร้าวลักษณะนี้จะเป็นการแตกร้าวที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างของอาหารรวมทั้งผนังปูนต่างๆ เช่น การแตกร้าวของ เสา คาน พื้น แตกร้าวจนมองเห็นเหล็กภายในรอยแตกร้าว เหล่านี้ จะเป็นเส้นใหญ่มากกว่า 0.5 มม. หรือขนาดที่ปลายดินสอกด สามารถสอดเข้าไปในรอยแตกได้
การรั่ว – ซึม และการใช้ซิลิโคน
จากบทความข้างต้นที่เขียนถึงการแตกร้าวแบบไม่เป็นอันตราย คราวนี้เราก็มาอ่านวิธีการซ่อมแซมรอยแตกร้าวเหล่านั้นเพื่อป้องกันการรั่ว – ซึม ที่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยการใช้ ซิลิโคน
ซิลิโคน เป็นสารเอนกประสงค์ใช้ในงานก่อสร้างและงานทั่วไปไม่ว่าสารเหล่านั้นจะเรียกว่าอะไร เราจะเรียกว่า ซิลิโคน เสมอๆ จึงขอแนะนำดังนี้
ซิลิโคน มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป นับ 100 ชนิด ยึดเกาะกับกระจกได้ดี ทนน้ำได้ดี ทนสารเคมี เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ ได้ดี แต่ใช้กับงานปูนได้ไม่ดีนักและทาสีทับไม่ได้ ซิลิโคนมีคุณสมบัติในการ ดูดฝุ่นเข้ามาง่ายๆ จึงต้องหมั่นทำความสะอาดบริเวณรอยต่อเหล่านี้เป็นพิเศษ
ซิลิโคน จึงเหมาะกับงานภายใน เช่น ใช้ยาแนวห้องน้ำเพราะยืดหยุ่นตัวได้ดีมาก แต่เกาะเกี่ยวกับคอนกรีตไม่ดีนัก ชนิดทาสีทับได้ มักนิยมใช้กับงานกระจกอลูมิเนียม
โพลียูริเทน จะยึดเกาะกับคอนกรีตได้ดี ยืดหยุ่นตัวสูง ทนแสงอาทิตย์ เนื้อแข็งกว่่าซิลิโคน ไม่ดูดฝุ่น ไม่เกิดเชื้อรา ทาสีทับ ได้ทันที จึงนิยมมาใช้กับรอยต่อของอาคารที่มาชนกับระหว่างอาคารเดิมกับอาคารใหม่
การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ยาแนว จึงต้องดูจุดประสงค์ให้ชัดว่าจะนำไปใช้เพื่ออะไรใช้ภายในหรือภายนอก จำเป็นต้องกันน้ำหรือไม่ ต้องการทาสีทับหรือไม่ แล้วเลือกวัสดุให้ถูกต้องกับวัตถุประสงค์
ส่วนการปฏิบัติก่อนการใช้ ต้องปฏิบัติเหมือนๆ กันทุกผลิตภัณฑ์ คือ
1. บริเวณที่จะอุดยาแนวต้องสะอาด ปราศจากฝุ่นผง คราบน้ำมัน และคราบสกปรกต่างๆ
2. ต้องแห้ง ไม่มีน้ำ ไม่มีความชื้น
3. ผิวงานต้องราบเรียบพอสมควร
4. บริเวณที่จะอุดยาแนวต้องสกัดให้ความกว้าง-ยาว ได้สัดส่วน เช่น กว้าง 2 ซ.ม. ลึก 1 ซ.ม.

ทุกวันนี้ การอยู่อาศัยในห้องกลายมาเป็นที่นิยมมากขึ้น
ทั้งการอยู่แบบคอนโดมิเนียม อพาร์ตเม้นต์
หรือแม้แต่การปรับแต่งห้องนอนเดิมให้ใช้งานอย่างอื่นเพิ่ม
ห้องของแต่ละคนก็มีปัญหาหรือข้อจำกัดต่างกันไป เราได้รวบรวมมาไว้ 5 ข้อ
พร้อมชี้แนะทางออกให้ด้วยวิธีง่ายๆ
แม้ห้องที่เรายกมาเป็นตัวอย่างจะไม่เหมือนห้องของคุณเสียทีเดียว แต่รับรองว่าไอเดียเหล่านี้
นำไปใช้ได้แน่นอน
1."ข้าวของเยอะ แต่มีที่น้อย"
ขนาดเพียง 20 ตารางเมตร
ไอเดีย ปัญหานี้ ต้องแก้ด้วยการทำที่เก็บของให้เยอะที่สุด โดยคำนึงว่า
ยิ่งซ่อนได้มากก็ยิ่งไม่รก ขณะเดียวกันก็ต้องหยิบใช้ได้สะดวกด้วย
1.ยกพื้นเตียงขึ้นไป ด้านล่างเก็บของได้เยอะเลย โดยเฉพาะของที่ไม่ต้องใช้งานบ่อยๆ
เหมาะมาก
2.ระหว่างตู้สองตู้ ติดราวเสื้อเข้าไป กลายเป็นตู้เสื้อผ้าได้ง่ายๆ
แถมติดม่านเข้าไปอีกหน่อย แค่นี้ก็เรียบร้อยน่าดู
3.ตู้สองชั้น ชั้นในทำเป็นตู้เก็บของติดผนัง ส่วนชั้นนอก ใส่รางเลื่อนเข้าไป
ให้สามารถเลื่อนไปมาได้ ดูคล้ายๆประตูตู้แบบบานเลื่อน แต่เก็บของได้
4.ตู้ลิ้นชักแบบแนวตั้ง ตู้รูปแบบนี้ ช่วยให้คุณเก็บของได้มากโดยใช้พื้นที่นิดเดียว
แถมเมื่อปิดเข้าไปยังดูเรียบร้อยอีกด้วย
แต่ไม่ควรออกแบบให้หน้าตู้ลิ้นชักแต่ละอันกว้างเกินไป จะทำให้หนักและเลื่อนยาก
5.เหนือโต๊ะทำงานที่ปลายเตียง ลองขโมยพื้นที่บนอากาศ
ทำเป็นชั้นห้อยลงมาจากฝ้าเพดาน เก็บของได้ไม่น้อย
2."มีหน้าต่างรอบด้าน แต่งยากจัง"
ขนาดเพียง 28 ตารางเมตร
ไอเดีย ห้องนอนสมัยนี้ชอบออกแบบให้เห็นวิวข้างนอกเยอะๆ จึงมีหน้าต่างอยู่รอบด้าน
ทำให้คุณไม่รู้จะหันหัวเตียงไปทางไหน ไม่รู้จะวางตู้เสื้อผ้าอย่างไร ไม่ยากเลย
แค่ปรับเปลี่ยนความเคยชินของคุณเล็กน้อยเท่านั้น
1.หัวเตียงไม่จำเป็นต้องอยู่ชิดผนังก็ได้ ลากออกมาอยู่กลางห้องเสียเลย
โดยหันเตียงให้สามารถมองเห็นวิวได้ขณะที่นอน
2.โต๊ะทำงานก็อยากมองวิวนอกหน้าต่าง ดึงมาวางกลางห้องชนกับหัวเตียง
ช่วยให้หัวเตียงดูไม่ล่องลอยเกินไป เป็นมุมทำงานที่มองวิวได้รอบด้าน
3.ปลายเตียงวางม้านั่งยาว หรือตู้วางทีวีก็ได้
แต่ควรเลือกใช้ตู้เตี้ยๆจะได้ไม่บังวิว
4.ผนังทึบที่มีอยู่อย่างน้อย 1 ด้าน
แน่นอนว่าต้องใช้วางตู้เสื้อผ้าหรือทำตู้บิลท์อิน ไม่มีทางเลือกอื่น
3."ห้องเดียว เป็นทุกอย่าง"
ขนาดเพียง 24 ตารางเมตร
ไอเดีย ห้องครัว ห้องทำงาน ห้องนอน ห้องรับแขก ห้องกินข้าว
ถูกอัดอยู่ในห้องเดียวไม่ใช่ปัญหา
แต่ที่สำคัญต้องดูที่พฤติกรรมและจัดวางให้เกิดความเป็นสัดส่วน
1.ตู้รองเท้าจัดให้อยู่ใกล้กับประตูทางเข้า ใกล้กับเคาน์เตอร์เตี้ยสำหรับปรุงอาหาร
เลือกใช้ตู้เย็นตั้งพื้นขนาดเล็กซ่อนไว้ใต้เคาน์เตอร์พอดี ด้านบนวางเตาอบไมโครเวฟ
และด้านบนทำตู้แขวนวางถ้วยชาม 2.โต๊ะทำงานอยู่ชิดผนัง
ด้านบนทำเป็นตู้สำหรับวางหนังสือและอุปกรณ์ทำงาน
และใช้พื้นที่บนผนังสำหรับติดรูปหรือแขวนของ
3.มุมนั่งเล่น จัดให้อยู่ใกล้กับส่วนทำงาน ใช้เป็นมุมกินข้าวไปด้วยในตัว
และเมื่อมีเพื่อนมาเยี่ยมก็ลากเก้าอี้ทำงานมานั่งคุยกันได้
4.ใช้ตู้วางทีวีที่เป็นตู้สูงแทนผนัง กั้นสัดส่วนระหว่างที่นอนกับมุมนั่งเล่น
5.ที่นอนทำเป็นยกพื้นสูง เพื่อแบ่งพื้นที่ส่วนนอนให้ดูเป็นสัดส่วนยิ่งขึ้น
พื้นที่ใต้เตียงทำเป็นตู้เก็บของได้อีก
6.ระเบียงห้องส่วนที่ต่อเนื่องกับส่วนนอน ยกพื้นสูงขึ้นเช่นกัน แล้วปูพื้นไม้
เอาไว้นั่งๆนอนๆในบรรยากาศ
ของสวนระเบียง เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการใช้งานเป็นหนึ่งเดียว
เพิ่มพื้นที่ใช้สอยของทั้งสองส่วน โดยมีเพียงแค่ประตูกระจกบานเลื่อนกั้น
7.พื้นที่ระเบียงส่วนนี้ไม่ต้องยกพื้น
วางไม้กระถางที่ชอบจัดเป็นมุมสวนระเบียงขนาดเล็ก
4."ใช้งานได้ แต่ขอให้โล่งด้วย"
ขนาดเพียง 20 ตารางเมตร
ไอเดีย ห้องเล็กๆจะให้ใช้งานได้ก็ต้องมีเฟอร์นิเจอร์ แล้วจะให้โล่งได้อย่างไร อ้อ
ก็แค่ทำให้เฟอร์นิเจอร์ซ้อน พับ และเก็บเข้าไปกับผนังรอบๆ ก็เท่านั้นเอง
1.ผนังข้างเตียงทำเป็นตู้บิลท์อิน เพื่อให้พับเตียงนอนขึ้นไปเก็บได้ พื้นที่ที่เหลือก็ทำเป็นตู้และชั้นเก็บของ
2.โต๊ะทำงานออกแบบเป็นแบบบิลท์อินชิดผนัง ด้านล้างปล่อยโล่ง
ซื้อตู้ลิ้นชักแบบที่มีล้อเลื่อน สำหรับใส่อุปกรณ์ทำงานจุกจิก
ปกติจะถูกซ่อนอยู่ใต้โต๊ะ แต่ถ้าเอกสารงานที่ต้องทำเยอะๆ วางบนโต๊ะไม่พอ
ก็เลื่อนตู้ลิ้นชักออก หลังตู้ใช้แทนโต๊ะได้อีกตัว
3.เมื่อต้องการความเป็นส่วนตัวในส่วนนอน ก็เลื่อนฉากที่ซ่อนที่ผนังออกมาบัง
เป็นบานเลื่อนแบบสองตอน ใช้แทนผนังได้เลย
4. มุมกินข้าวและนั่งเล่น ทำเป็นเคาน์เตอร์ติดผนัง ด้านบนวางทีวี
ด้านล่างปล่อยโล่ง เอาไว้เก็บซ่อนโต๊ะและเก้าอี้ เมื่อต้องการใช้งานก็เลื่อนออกมา
ใช้เสร็จก็เลื่อนเก็บเข้าไป ที่สำคัญอย่าลืมติดล้อที่ขาเก้าอี้และขาโต๊ะด้วย
5.เลือกใช้โซฟาเบด สำหรับนั่งพักผ่อนและรับรองเพื่อนฝูงที่จะมานอนค้างได้
5."เสาใหญ่ยื่น ไม่สวยเลย"
ขนาดเพียง 20 ตารางเมตร
ไอเดีย เสาเจ้าปัญหา และบางทีก็ยังมีช่องท่ออีกที่ยื่นออกมาจากผนังห้อง
ดูไม่มีที่มาที่ไปเสียเลย อย่างนี้ต้องแก้ด้วยหลักของความสมมาตร
และแต่งเสาให้สวยไปเลย
1.ทำตู้เก็บของแบบบิลท์อินให้มีขนาดและยื่นออกจากผนังเท่ากับขนาดของเสา
เพื่อสร้างความสมมาตร
2.ตกแต่งพื้นผิวของเสาและตู้เก็บของให้มีพื้นผิวเหมือนกัน เช่น
ถ้าหน้าบานตู้กรุกระจกก็ให้กรุกระจกที่เสาด้วย เป็นต้น
3.หน้าบานของตู้เก็บของ ควรออกแบบให้ดูเรียบ
มือจับตู้ควรออกแบบให้ดูกลมกลืนกับหน้าบานหรือแบบไม่มีมือจับเลย
เพื่อให้ดูกลมกลืนกับฝั่งที่เป็นเสา
4.พื้นที่ตรงกลางระหว่างเสาและตู้ ทำเป็นโซฟาแบบบิลท์อิน เอาไว้นั่งเล่นพักผ่อนในห้องนอน
หรือวางโต๊ะทำงานเข้าไปก็ได้
โดยพยายามให้ความกว้างของโซฟาและโต๊ะทำงานเท่ากับขนาดของเสาที่ยื่นออกมาพอดี
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก
®Amarin
Printing and Publishing PCL®
บานพับ ลูกบิด และรูกุญแจ
อุปกรณ์ต่างๆ
เช่น บานพับ ลูกบิด และรูกุญแจ ทำด้วยโลหะ เมื่อโดนน้ำท่วมย่อมมีปัญหาตามมา
มีวิธีแก้ไข คือ
-
เช็ดให้แห้งสนิท
ขัดส่วนที่เป็นสนิมออกให้หมด ใช้พวกน้ำยาหล่อลื่นชโลมตามจุดรอยต่อและรูต่างๆ
ให้ทั่ว
-
อย่าใช้จาระบี
หรือพวกขี้ผึ้งทา เพราะจะทำให้ความชื้นระเหยออกไม่ได้จะทำให้ฝังอยู่ข้างใน
และจะเป็นปัญหาในภายหลัง
-
ถ้ายังใช้การไม่ได้
ก็ลองทำตามวิธีที่ว่านี้หลายๆ ครั้ง ถ้ายังมีปัญหาก็ควรจะต้องถอดออก
แล้วซื้อใหม่มาเปลี่ยน
สีทาบ้าน
การซ่อมแซมสีทาบ้านทั้งภายนอกและภายใน
ควรเป็นสิ่งสุดท้ายในการแก้ไขปรับปรุงบ้าน
เพราะเป็นเรื่องของเวลาที่ต้องปล่อยทิ้งให้ความชื้นหรือน้ำในตัววัสดุระเหยออกไปให้ได้มากที่สุด
มิฉะนั้นท่านทาสีทับไปดีอย่างไร ก็จะเกิดอาการหลุดร่อนในที่สุด
-
ข้อควรคิดสำหรับการซ่อมแซมสีบ้าน
คือ ปัญหาสีลอก สีล่อนไม่ได้เกิดจากคุณภาพของสีแต่เกิดจากความไม่พร้อมของพื้นผิวที่ทาสี
หากพื้นผิวที่ทาสีมีความชื้นหรือสิ่งสกปรกติดอยู่ทาสีทับอย่างไรสีก็จะล่อนออกมาอยู่ดี
-
ข้อพึงกระทำเวลาซ่อมสี
คืออย่าพึงรีบทาสี ให้ทำความสะอาดลอกสีเดิมทิ้งออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
(เฉพาะที่มีปัญหา) แล้วทิ้งไว้นานๆ หลายๆ เดือน
อาจรอจนถึงหน้าร้อนปีหน้าแล้วค่อยทาสีตามกรรมวิธีของผู้ผลิตก็ไม่สาย
เฟอร์นิเจอร์
การซ่อมแซมพวกเฟอร์นิเจอร์ก็คล้ายๆ
กับการซ่อมแซมพวกประตู หน้าต่าง พื้น หรือฝา เพดาน มีวิธีดังนี้
-
พยายามเอาความชื้นออกจากเฟอร์นิเจอร์ให้มากที่สุด
-
พวกประเภทที่บุด้วยนุ่นหรือฟองน้ำ
ถ้าเป็นไปได้ควรเปลี่ยนเลย เพราะน้ำจะพาเอาเชื้อโรคมาติดอยู่ ถึงจะตากแดดให้แห้ง
เชื้อโรคก็ยังมีอยู่
-
เฟอร์นิเจอร์ที่ติดกับที่ที่เรียกว่า
Built – in ต้องตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้าง
และสายไฟที่ฝังอยู่ในตู้ รวมถึงความสะอาดของรูกุญแจและลูกบิด
-
ส่วนเฟอร์นิเจอร์ไม้
ไม่ควรนำไปตากแดด เพราะจะทำให้บิดงอได้ และถ้าจะทาสีใหม่ ควรรอให้แห้งสนิทก่อน
มิฉะนั้นจะลอกได้
ผนังบ้าน
ผนังบ้านเรือนหากแช่น้ำไว้นานๆ ก็อาจมีการเสียหายไปบ้าง
โดยเฉพาะพวกผนังสำเร็จรูปที่มีน้ำหนักเบาทั้งหลาย ลองมาดูวิธีแก้ไขกันครับ
-
ผนังไม้
ปกติไม้จะไม่เสียหายเมื่ออยู่ใต้ระดับน้ำ แต่มักผุกร่อนในจุดที่มีน้ำขึ้นน้ำลงตลอดเวลา
ดังนั้นเมื่อน้ำลดให้เอาผ้าเช็ดทำความสะอาด ขจัดคราบสกปรกออกเพื่อสุขภาพคนในบ้าน
เพื่อให้ผิวไม้ระเหยน้ำออกไปได้
เมื่อแน่ใจว่าผนังแห้งดีแล้วให้ใช้น้ำยารักษาเนื้อไม้ทาชโลมลงที่ผิว
(ต้องแน่ใจว่าแห้งแล้วจริงๆ
มิฉะนั้นอาจเกิดการเน่าได้เนื่องจากความชื้นระเหยไม่ออก)
การทาสีหรือยารักษาเนื้อไม้อาจทำในส่วนของภายในก่อนก็ได้เพื่อความสวยงามในการอยู่อาศัย
แล้วรออีกสักพัก (3-4 เดือน) จึงทาภายนอกอีกทีเพราะผนังภายนอกน่าจะแห้งสนิทดีแล้ว
-
ผนังก่ออิฐฉาบปูน
ให้ดำเนินการเหมือนกับผนังไม้ แต่ต้องทิ้งระยะเวลานานกว่าเนื่องจากผนังอิฐจะมีมวลสารและการเก็บกักความชื้นในตัววัสดุได้มากกว่าไม้
จึงต้องใช้เวลาระเหยความชื้นออกไปนานกว่า
นอกจากนี้หากผนังปูนเหล่านี้มีสายไฟฟ้า
ท่อไฟฟ้า ท่อน้ำฝังหรือเดินลอยไว้ก็ต้องใช้วิธีเดียวกับกับเนื้อหาในเรื่องระบบไฟฟ้า
ตรวจสอบระบบของอุปกรณ์เหล่านั้นให้อยู่ในสภาพเดิมไปพร้อมกันด้วย
-
ผนังยิปซัมบอร์ด
เนื่องจากวัสดุชนิดนี้เป็นแผ่นผงปูนยิปซัมที่หุ้มด้วยกระดาษอย่างดี
แต่ไม่ว่าจะดีเพียงใดเมื่อเจอกับน้ำ (ท่วม) แล้วก็คงไม่น่าจะมีชีวิตต่อไปได้
ดังนั้นให้แก้ไขโดยการเลาะเอาแผ่นชนิดนี้ที่โดนน้ำท่วมออกจากโครงเคร่าแล้วค่อยหาแผ่นใหม่มาติด
ยาแนว ทาสีทับใหม่ก็เรียบร้อยใช้งานได้เหมือนเดิม พึงระวังเล็กน้อยสำหรับ
โครงเคร่าผนังที่เป็นไม้ ต้องรอให้ความชื้นในโครงเคร่าระเหยออกไป
หรือให้ไม้แห้งเสียก่อนจึงติดผนังเข้าไปใหม่ แต่ถ้าเป็นโครงเคร่าโลหะแบบที่นิยมใช้ในปัจจุบันคงไม่มีปัญหา
-
ผนังโลหะ/กระจก
วัสดุเหล่านี้โดยตัวเนื้อวัสดุคงไม่มีความเสียหาย
เพียงแค่ทำความสะอาดขัดถูก็จะสวยงามเหมือนเดิม
แต่ควรระวังเรื่องรอยต่อว่ามีคราบน้ำเศษผง สิ่งสกปรกติดฝังอยู่บ้างหรือไม่
หากมีก็ให้ทำความสะอาดเสียให้เรียบร้อย เนื่องจากคราบน้ำ
ความสกปรกอาจทำให้วัสดุยาแนวเสื่อมสภาพเร็วกว่ากำหนด
ห้องรับประทานอาหาร : ห้องรับประทานอาหารที่ดี
ไม่ควรจัดอยู่ในห้องเดียวกับห้องครัว และติดกับห้องน้ำ เพราะถือว่าไม่เป็นมงคล
ทางที่ดีจึงควรแบ่งแยกห้องรับประทานอาหารออกมาให้ห่างจากห้องครัวและห้องน้ำ
สำหรับการเลือกใช้โต๊ะอาหาร โต๊ะอาหารที่ดีควรมีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทรงจัตุรัส
วงลม หรือวงรี
ห้องครัว :
ห้องครัวไม่ควรวางอยู่ติดกับห้องน้ำหรือมีประตูตรงกัน
เพราะครัวเป็นที่สะสมความร้อน ส่วนห้องน้ำมีความชื้นมาก
ถือเป็นลักษณะพิฆาตกันจึงควรหลีกเลี่ยง
การวางตำแหน่งห้องครัวควรอยู่ในที่ลับตาไม่ควรจัดห้องครัวไว้หน้าบ้าน หรือมองเห็นจากประตูใหญ่ได้ง่ายเพราะไม่เช่นนั้น
บ้านหลังนั้นก็จะมีแต่เรื่องใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารการกินอยู่เสมอ
ห้องน้ำ : ห้องน้ำไม่ควรวางอยู่ในตำแหน่งกลางบ้าน
ถือว่าอัปมงคลยิ่ง เพราะกลางบ้านถือเป็นตำแหน่งหัวใจของบ้าน เป็นศูนย์รวมของพลัง
ไม่ควรมีอะไรไปกดทับ
ยิ่งเป็นห้องน้ำด้วยแล้วถือว่าร้ายมากตำแหน่งของโถส้วมถือว่าสำคัญ
ตำแหน่งที่ดีเมื่อเปิดประตูส้วมเข้ามาแล้วไม่ควรเห็นโถส้วม
และไม่ควรวางอยู่ในตำแหน่งตรงกับประตูโดยไม่มีฉากกั้นเพราะถือว่าเป็นตำแหน่งชี่พิฆาต
ที่สำคัญไม่ควรวางห้องน้ำให้อยู่ในบริเวณหน้าบ้าน โดยเฉพาะใกล้ๆ กับประตู ทางเข้า
เพราะห้องน้ำจะเป็นตัวปิดกั้นชี่ที่ไหลเข้าบ้าน ทำให้บ้านนั้นอับโชค การเงินย่ำแย่ และควรปิดประตูห้องทุกครั้งเมื่อใช้เสร็จ อย่าเปิดทิ้งไว้
มาถึงห้องสุดท้าย
ที่เจ้าของบ้านต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
ห้องนอน :
ตำแหน่งของห้องนอนหากอยู่ตำแหน่งกลางบ้านถือว่าดี
ในเรื่องของการวางตำแหน่งประตูห้องไม่ควรให้อยู่ตรงกับบันไดเพราะบริเวณบันไดมีการไหลเวียนของชี่ค่อนข้างแรง
และอาจกลายเป็นชี่พิฆาตได้ ซึ่งจะทำให้เจ้าของห้องอยู่อย่างไม่สงบสุข
และที่สำคัญประตูห้องไม่ควรอยู่ตรงข้ามกับประตูห้องน้ำ เพราะถือเป็นอัปมงคล ประตูห้องนอนตรงกับประตูบ้าน ส่งผลให้การงานไม่ก้าวหน้า
และไม่ควรตรงกับประตูห้องนอนอีกห้องหนึ่ง
เพราะจะส่งผลให้คนในบ้านเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันได้ง่าย
เพราะเข้าข่ายการประจันหน้ากัน
เป็นลักษณะประตูต้องพิฆาตยิ่งประตูห้องใหญ่เล็กไม่เท่ากัน ยิ่งต้องระวังให้มาก
การวางเตียงควรจัดให้ชิดกำแพงด้านใดด้านหนึ่ง
โดยเฉพาะหัวเตียงห้ามวางในตำแหน่งกลางห้องเพราะถือว่าไม่เป็นมงคล
และไม่ควรตั้งแท่นบูชาหรือหิ้งพระ
เพราะตามหลักฮวงจุ้ยถือว่าคนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่กันคนละภพ
ไม่ควรอยู่ร่วมห้องกันควรแยกออกต่างหาก
จงนึกไว้เสมอว่า
ทุกห้องในบ้านของท่านล้วนแต่มีความสำคัญเท่ากันหมด อย่าได้ปล่อยปละละเลย
โดยคิดว่าไม่สำคัญ หากเจ้าของบ้านสามารถจัดรูปแบบห้องให้เป็นไปตามหลักฮวงจุ้ย
ท่านก็จะมีบ้านที่บันดาลความสุข ความเจิญรุ่งเรือง
และความอบอุ่นมาสู่ครอบครัวของท่านได้ชั่วนิรันดร์