
วันนี้เราจะมานำเสนอหลักการ วิธีการที่ใช้ในการตกแต่งห้องนั่งเล่น ว่ามีหลักการพื้นฐานในการตกแต่งห้องเล่นยังไงบ้าง เผื่อว่าบางท่านที่ยังจับจุดไม่ได้ ว่าจะเริ่มตกแต่งตรงไหนก่อนหลังดี และต้องคำนึงถึงอะไรเป็นหลักหรือเปล่า
ห้องนั่งเล่น หรือห้องรับแขกนั้น โดยชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นห้องที่ไว้ใช้ต้อนรับผู้คน อาจจะเป็นที่ร่วมของสมาชิกในบ้านเอง หรือญาติ หรือจะเป็นเพื่อนฝูงมาพบปะสังสรรค์กัน
ดังนั้นอย่างแรกที่ต้องคำนึงถึงก็คือ การจัดวางเป็นอันดับแรก ในการจัดวางตำแหน่งของโต๊ะโซฟา เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ นั้นต้องไม่เกะกะไม่ว่าจะเป็นบริเวณที่อาจจะใช้เป็นทางเดินหรือบริเวณที่จะวางโต๊ะ ต้องสามารถเคลื่อนย้ายได้ และเมื่อมีกลุ่มคนมากขึ้นก็ต้องสามารถเสริมเก้าอี้ได้ เรียกว่าเป็นการจัดที่ต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์
เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในการตกแต่งห้องนั่งเล่น
อย่างที่บอกในขั้นต้นว่า ต้องสามารถเคลื่อนย้ายได้ เพื่อให้สอดคล้องกันเฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นควรจะมีขนาดกลาง ไม่หนักเกินไป เลือกโซฟาที่นั่งสบาย เหมาะกับการนั่งได้นานๆ รูปแบบเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้น แล้วแต่ความชื่นชอบของเจ้าของบ้าน แต่ต้องไม่ดูขัดแย้งกันมากเกินไป
โทนสีในการตกแต่งนั้น ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละคนเป็นหลัก อาจจะเป็นสีสันสดใส หรือสีอ่อนๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายอบอุ่น
ทั้งนี้การตกแต่งห้องนั่งเล่นนั่น ควรจะดูตามพฤติกรรมและกิจกรรมของสมาชิกในบ้านด้วย ว่าเน้นไปในทางใด เช่น หากห้องนั่งเล่น มีโฮมเธียเตอร์ในตัว ก็ควรเลือกวัสดุทำผนังที่ดูดซับเสียงได้ จะได้ไม่เป็นที่รบกวนเพื่อนบ้าน
ทิศทางของแสงก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ในการจัดวางตำแหน่งของใช้ต่างๆ เช่น โทรทัศน์ ชุดเครื่องเสียง ควรหลีกเลี่ยงการวางในตำแหน่งที่หันไปด้านที่แสงเข้ามา แสงภายในห้อง อาจใช้แสงให้ความสว่างทั่วไป หรือแสงไฟซ่อนผนัง แสงจะช่วยสร้างบรรยากาศในห้องได้เป็นอย่างดี อยู่ที่ว่าต้องการให้บรรยากาศเป็นเช่นไร
"ต้นไม้" ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยทำให้บ้านน่าอยู่มากขึ้น...
เพราะนอกจากต้นจะให้ความร่มรื่น สวยงามแล้ว ต้นไม้ยังมีประโยชน์อีกมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้ร่มเงาแก่บ้าน ช่วยให้อากาศสดชื่น แถมยังลดมลพิษภายในบ้านได้อีกด้วย
ส่วนการปลูกต้นไม้ในบ้านนั้น ตามตำราความเชื่อแต่โบราณที่สืบต่อกันมา เขาบอกว่า
มีต้นไม้หลายประเภท หลายชนิดที่ไม่ควรปลูกในบ้าน เพราะถือว่าเป็นไม้อัปมงคล
ถ้าหากปลูกไปแล้วก็จะนำมาแต่ความเดือดร้อน หรือความไม่สบายใจมาให้ผู้อยู่อาศัย
วันนี้เราก็มีข้อมูลจาก คู่สร้าง คู่สม และ สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองน่าน
จ.น่าน ในเรื่องของ "ต้นไม้ที่ไม่ควรปลูกในบ้าน" มาฝากเพื่อน ๆ กัน ไปดูกันซิว่า
จะมีต้นไม้ต้นใดที่ไม่ควรปลูกในบ้านบ้าง แล้วไม่ควรปลูกเพราะอะไร...
เรื่องอย่างนี้ใครไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่นะครับ ลองอ่านดูแล้วดูว่ามันจริงตามที่เขาแนะนำรึเปล่า
สำหรับต้นไม้ที่ไม่ควรปลูกในบ้านมีดังนี้...
กระทุ่ม : ชื่อมีความหมายถึงทุ่ม
หรือขว้างปา
กล้วยตานี : ถือว่ามีนางตานี
ปีศาจร้ายอาศัยอยู่ ไม่นิยมปลูกในบ้าน
ชบา
: ในอินเดียตอนใต้ใช้ดอกชบาร้อยเป็นพวงมาลัย
สวมคอนักโทษที่กำลังจะถูกประหารชีวิต จึงเชื่อว่าเป็นดอกไม้อัปมงคล
ชวนชม : เป็นไม้ประดับสวยงาม
ที่มีความหมายในทางชักชวนให้เชยชม
บ้านที่มีลูกสาวจะไม่ยอมปลูกต้นไม้ชนิดนี้เด็ดขาด
ตะเคียน : เป็นไม้ยืนต้นที่เชื่อกันว่า
มีผีนางไม้สิงอยู่
เต่าร้าง : ชื่อออกไปในทางหย่าร้าง
ต้นสน : เชื่อว่าถ้าปลูกแล้วจะขัดสนไปตลอดชีวิต
ต้นรัก : เพราะเชื่อว่า
จะทำให้ความรักยุ่งยากขึ้น และกลายเป็นคนมากรัก นอกจากนี้ ยางของต้นรัก
ยังเป็นอันตรายต่อผิวหนังด้วย
ต้นระกำ : ถือว่าชื่อต้นระกำนั้น
ไม่เป็นมงคลตั้งแต่โบราณมา จึงเชื่อกันว่า หากปลูกต้นระกำไว้ในบ้าน
จะทำให้ได้รับความชอกช้ำ ระกำใจ อยู่ตลอดเวลา
ต้นซ่อนกลิ่น : มีอีกชื่อว่า
ต้นซ่อนชู้ เป็นไม้ที่ไม่มงคลตามชื่อ ซึ่งหากนำมาปลูกในบ้าน
จะทำให้ความรักความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวเกิดปัญหากันขึ้น
ต้นมะระ : เป็นไม้เลื้อยก็ไม่ปลูกในบ้านเหมือนกัน
ถั่วแปบ : มีความหมายว่า กะปอบ กะแปบ
แปลว่า กะปริดกะปรอย คือ ค่อนข้างขัดข้อง ไม่ได้สะดวก
นางแย้มป่า : คนโบราณเชื่อว่าเป็นต้นไม้ผีสิง
วันดีคืนดีจะกลายเป็นผีเอาก้อนอิฐขว้างปาบ้าน
น้ำเต้า : เป็นไม้เถา
รูปร่างคล้ายนมสตรี คนมีวิชาคาถาอาคม ห้ามกิน และห้ามลอดร้านน้ำเต้า
ไผ่ : บางท้องถิ่นถือว่า
ต้องให้ผู้สูงอายุปลูกถึงจะดี หนุ่มสาวห้ามปลูก
เพราะถือกันว่าลำต้นไผ่ใช้เป็นคานสำหรับหามโลงหรือผีไปฝังในป่าช้า
ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นมะขาม และ ต้นตาล : เป็นไม้ใหญ่ ไม่นิยมปลูกใกล้บ้านหรือในรั้วบ้าน เชื่อว่ามีวิญญาณอาศัยอยู่
พุดตาน : เนื่องจากดอกพุดตานเปลี่ยนสีได้ตลอดวัน จากขาวเป็นชมพูอ่อน
และเข้มขึ้นในตอนบ่าย ทำให้เจ้าของเป็นคนสับปลับ
เพกา : เป็นของต้องห้าม
ฝักมีปลายแหลมเหมือนคมหอก ดาบ ตรีศูลหรือนพศูลนพศูลที่อยู่บนยอดปรางค์
บางทีก็เรียกว่า ฝักเพกา
ปรง : ภาคกลางไม่นิยมปลูกในบ้าน
เพราะถือกันว่า ใบของมันมักถูกนำมาใช้ประกอบหีบศพหรือทำพวงหรีด
มะละกอ
: ชื่อคล้าย
มร หรือ มะระ แปลว่า ตาย เอามาปลูกไว้ในรั้วบ้าน จะทำให้ฉิบหายวายวอด
มักนิยมปลูกนอกรั้วบ้าน หรือในสวนไกลออกไป
มะตูม : ปลูกในรั้วบ้านอาจเกิดอุบัติเหตุ เกิดอัคคีไฟตูมตามแน่
มะขามเทศ กับ หวาย : เป็นไม้มีหนามซึ่งถือกันว่า
เป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดอุปสรรคต่าง ๆ
มะพูด : เป็นต้นไม้ใหญ่เหมือนกัน
มีอาถรรพณ์บางอย่าง
มะเฟือง : ท่านว่าไม่ดี คนมีวิชาอาคม
หรือถูกลงยันต์ห้ามลอดกิ่งมะเฟือง
มะรุม : ผู้คนจะมารุมข่มเหงเอา
มะกอก : เชื่อว่าจะทำให้เจ้าของบ้านกลายเป็นคนกลับกลอก
เชื่อถือไม่ได้
รักเร่ : ใครปลูกจะเป็นคนหลายใจ
เร่ขายรัก
ลั่นทม
: ปลูกไว้ในบ้านไม่ดี
มีสุขจะกลายเป็นทุกข์ คู่ครองจะห่างเหิน จะมีแต่ความทุกข์ นานาประการ คำว่า ลั่นทม
ออกเสียงคล้ายระทม อันแปลว่าความทุกข์ แต่ภาคเหนือ เรียกลั่นทมว่า
"จำปาลาว" ทางภาคอีสานเรียกว่า "จำปา"
ไม่มีความหมายของความทุกข์จึงไม่ถือกัน
หลุ่ย : ต้นไม้ประเภทนี้มีฝัก
มักขึ้นในดินแดนใกล้ทะเล เอามาปลูกในบ้าน จะทำให้หลุดลุ่ย บ้านจะเป็นความ
ต้องรื้อถอน ต้องขายโยกย้ายกระจายไป
หลิว : คนจีนไม่นิยมปลูกในบ้านเพราะใบหลิวลู่ย้อยลงมา
เป็นสัญลักษณ์คล้ายคนโศกเศร้า เห็นเข้าทำให้อารมณ์เศร้าซึม
เขาว่าบ้านใดมีลูกสาวและปลูกต้นหลิวไว้ในบ้านด้วย ลูกสาวบ้านนั้นจะไม่มีใครมา
สู่ขอและต้องเป็นสาวแก่ทึนทึกไปจนตาย
โศก : โบราณว่าหมายถึงความโศกเศร้า
สลัดได : ไม่นิยมปลูกในรั้วบ้านเช่นกัน
เพราะหมายถึง การสลัดโชคลาภออกไปจากบ้าน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น
การปลูกต้นไม้แต่ละชนิดก็ขึ้นอยู่กับความสบายใจของเจ้าของบ้าน
เพราะบางทีความเชื่อที่สืบทอดต่อกันมาอาจจะเป็นกลอุบาย ที่มีแง่คิด หรือคำเตือน
แอบแฝงอยู่ เช่น โบราณว่าไว้ว่าห้ามปลูกต้นไม้จำพวกต้นไม้ใหญ่ที่ระหลังคา
นั้นก็เป็นเพราะว่า เมื่อต้นไม้ดังกล่าวแผ่กิ่งกระจายไป
ต้นไม้เหล่านั้นอาจจะเป็นทางเดินให้กับขโมย
หรือเป็นเพราะต้นไม้กิ่งใหญ่อาจจะทำให้หลังคาเกิดความเสียหายก็เป็นได้นะครับ แต่จะว่าไปการปลูกต้นไม้
ไม่ว่าชนิดไหน ๆ ก็ให้ประโยชน์แก่สิ่งมีชีวิต และเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์อย่างแน่นอนและที่สำคัญยังทำให้บ้านเราน่าอยู่กินด้วย
ในเรื่องการติดผ้าม่าน
ปัญหาที่พบส่วนใหญ่เลย คือ เรื่องของฝุ่นละอองที่เกาะอยู่บนตามผ้า
แล้วก็ค่อนข้างลำบากในการถอดไปซัก หากปล่อยให้ฝุ่นละอองจับไว้นานๆ
ก็อาจส่งผลต่อสุขภาพได้
ส่วนการติดมู่ลี่
ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดี เพราะในปัจจุบัน มู่ลี่มีหลายประเภท หลากสีสัน
สามารถหลีกหนีความจำเจ ความน่าเบื่อ การทำความสะอาดก็ค่อนข้างง่าย
สำหรับทางเลือกในการติดตั้งมู่ลี่ ก็อาจจะดูตามความเหมาะสม รูปแบบห้อง รูปแบบบ้าน
มู่ลี่ไม้ไผ่
– เหมาะกับบ้านหรืออาคารที่ต้องการใกล้ชิดกับธรรมชาติโดยเฉพาะโรงแรมหรือรีสอร์ท
จะนิยมนำไปใช้ในการตกแต่งห้องพักเนื่องจากมีความเป็นธรรมชาติสูง
ทำให้ผู้พักอาศัยเกิดความกลมกลืนไปกับธรรมชาติได้เป็นอย่างดี
มู่ลี่ไม้
– เหมาะกับบ้านหรืออาคารที่ต้องการความอลังการ
เนื่องจากมู่ลี่ไม้ทำมาจากไม้เนื้อแข็งจากธรรมชาติ เมื่อติดตั้งแล้วจะทำให้ห้องๆ
เกิดความภูมิฐานขึ้นมาทันที แต่แน่นอนว่า ราคาค่าวัสดุก็ย่อมสูงกว่า
มู่ลี่อลูมิเนียม
– เป็นมู่ลี่ที่ได้รับความนิยมสูงในอาคารสำนักงานตลอดจนห้องทำงานในบ้าน
ที่ต้องการความเรียบง่าย เนื่องจากใบทำจากอลูมิเนียม
และประโยชน์ในการใช้งานที่ให้ประสิทธิภาพในการปรับแสงของห้องเป็นอย่างดี
ทำให้มู่ลี่ประเภทนี้ได้รับความนิยมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
สำหรับวิธีการดูแลและรักษาความสะอาด
ปรับใบปิดให้สนิท ใช้ไม้ขนไก่ปัดแล้วตามด้วยผ้าสะอาดชุบน้ำหมาดๆ
เช็ดบริเวณที่สกปรกไปในทิศทางเดียวกัน
การติดมู่ลี่นับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
ที่เจ้าของบ้านเริ่มหันมานิยมมากขึ้น รวมถึงอาคารสำนักงานต่างๆ ก็ด้วยเช่นเดียวกัน
เลือกกันสาด...แบบฉลาดเลือก
การติดกันสาด
สมัยนี้ก็มีให้เลือกหลายรูปแบบ ทั้งนี้เพื่อให้เข้ากับตัวบ้าน เน้นความสวยงาม
การใช้งาน และตามความพึงพอใจของลูกค้า
การติดตั้งกันสาด
ถือเป็นการป้องกันความร้อน และแสงแดดไม่ให้ส่องผ่านเข้ามา และป้องกันความร้อนที่อาจสะสม
ทำให้พัดลมและเครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนัก ค่าไฟก็อาจจะเพิ่มมากขึ้นด้วย
กันสาด
ที่นำมาติดกับตัวบ้านภายหลัง มักจะมีน้ำหนักเบาๆ
เนื่องจากไม่ได้มีการเตรียมโครงสร้างของบ้านไว้รองรับ เช่น กันสาดอลูมิเนียม
ไฟเบอร์กลาส ระแนงไม้ และผ้าใบ จะให้ดีควรปรึกษาผู้รู้ก่อนติดตั้ง
เพื่อป้องกันปัญหาของโครงสร้าง
กันสาดแบบใช้งานถาวร
มีอายุการใช้งานยาวนาน คงทนถาวรใช้ค่าก่อสร้างสูง
แต่เสียค่าบำรุงรักษาและซ่อมแซมน้อย จึงคุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับระยะเวลาใช้งาน
แบ่งออกได้เป็น
-
คอนกรีตเสริมเหล็ก
-
โลหะประเภทอลูมิเนียม UPVC
หรือวัสดุสังเคราะห์อื่นๆ
-
โพลีกลาสและไฟเบอร์กลาส
-
ผ้าใบคุณภาพสูง มีทั้งชนิดติดตายและปรับได้
ควบคุมด้วยระบบมือหมุนและไฟฟ้า
วิธีการติดตั้งกันสาด มีอยู่ 3 รูปแบบคือ
1.
กันสาดแนวราบ เหมาะสำหรับหน้าต่างด้านทิศเหนือและทิศใต้
ด้านทิศเหนือ ติดกันสาดมีระยะยื่นทำมุมอย่างน้อย 10 องศากับขอบล่างของหน้าต่าง
ด้านทิศใต้ ทำมุมอย่างน้อย 37 องศากับขอบล่าง ถ้าติดตั้งได้ตามองศานี้
สามารถป้องกันแสงแดดตกกระทบได้ตลิดทั้งวัน
2.
กันสาดแนวดิ่ง เหมาะสำหรับด้านตะวันออกและตะวันตกเพราะสามารถบังแสงอาทิตย์ในช่วงเช้า
และเย็นได้ดี การออกแบบที่เหมาะสม ให้ทำมุมประมาร 30 องศากับระนาบผนัง
3.
กันสาดแบบผสม เป็นการรวมคุณสมบัติที่ดีของกันสาดในแนวราบ
และแนวดิ่งมาไว้ด้วยกัน จึงสามารถกันแสงอาทิตย์ได้ทั้งวัน
ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นให้ตัดสินใจก่อนติดตั้งกันสาด
ซึ่งคุณจะเลือกแบบใด ทั้งดีไซน์ คุณภาพ ก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของตัวบ้าน
งบประมาณ และความพึงพอใจ
โทรทัศน์
ปิดโทรทัศน์ทันทีเมื่อไม่มีคนดู
เพราะการเปิดทิ้งไว้นอกจากเปลืองไฟแล้ว ยังทำให้โทรทัศน์เสื่อมเร็วขึ้นอีกด้วย
อยู่บ้านเดียวกันพยายามดูโทรทัศน์เครื่องเดียวกัน
ไม่ควรปรับจอโทรทัศน์ให้สว่างมากเกินไป
และไม่ควรเปิดเสียงดังเกินความจำเป็น เพราะเปลืองไฟ และทำให้อายุเครื่องสั้นลง
ดึงปลั๊กออกถ้าไม่อยู่บ้าน
คอมพิวเตอร์
อย่าเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ถ้าไม่ใช้งาน
และแนะนำให้ติดตั้งระบบลดกระแสไฟฟ้าเข้าเครื่องเมื่อพักการทำงาน
จะประหยัดไฟได้ร้อยละ 35-40 และถ้าหากปิดหน้าจอทันทีเมื่อไม่ใช้งาน
จะประหยัดไฟได้ร้อยละ 60
ตู้เย็น
เลือกขนาดตู้เย็นให้เหมาะกับขนาดครอบครัว
อย่าใช้ตู้เย็นใหญ่เกินความจำเป็นเพราะกินไฟมาก และควรเลือกซื้อตู้เย็นประตูเดียว
เพราะตู้เย็น 2 ประตูจะกินไฟมากกว่าตู้เย็นประตูเดียวที่มีขนาดเท่ากัน
เนื่องจากต้องใช้ท่อน้ำยา
ทำความเย็นที่ยาวและใช้คอมเพรสเซอร์ขนาดใหญ่กว่าและเมื่อนำตู้เย็นเข้าบ้าน
ควรตั้งตู้เย็นห่างจากผนังบ้าน 15 เซนติเมตร
ปิดตู้เย็นให้สนิท
อย่าเปิดตู้เย็นบ่อย อย่านำของร้อนแช่ในตู้เย็น และหมั่นทำความสะอาดภายในตู้เย็น
รวมถึงแผ่นระบายความร้อนหลังตู้เย็น เพื่อที่ตู้เย็นจะได้ไม่ต้องทำงานหนัก
ควรเลือกตู้เย็นที่มีระบบละลายน้ำแข็งอัตโนมัติ
เพราะการปล่อยให้น้ำแข็งจับหนาเกินไปจะทำให้เครื่องต้องทำงานหนัก
หมั่นตรวจสอบขอบยางประตูของตู้เย็นไม่ให้เสื่อมสภาพ
เพราะจะทำให้ความเย็นรั่วออก
เตารีด
เสียบปลั๊กครั้งเดียวต้องรีดให้เสร็จ
ไม่ควรเสียบและถอดปลั๊กเตารีดบ่อยๆ เพราะการทำให้เตารีดร้อนแต่ละครั้งกินไฟมาก
ไม่ควรพรมน้ำจนแฉะเวลารีดผ้า
เพราะเตารีดต้องใช้ความร้อนในการรีดมากขึ้น
ควรดึงปลั๊กออกก่อนการรีดเสื้อผ้าเสร็จ
เพราะความร้อนที่เหลือในเตารีดสามารถรีดต่อจนกระทั่งเสร็จได้
เตาหุงต้ม
ใช้เตาแก๊สประหยัดกว่าใช้เตาไฟฟ้า
อย่าเสียบปลั๊กหม้อหุงข้าวทิ้งไว้
เพราะระบบอุ่นจะทำงานตลอดเวลาทำให้สิ้นเปลืองไฟ
กาต้มน้ำไฟฟ้า
ต้องดึงปลั๊กออกทันทีเมื่อน้ำเดือด อย่าเสียบไฟไว้เมื่อไม่มีคนอยู่
เพราะนอกจากเปลืองพลังงานแล้ว ยังอาจทำให้เกิดไฟไหม้ได้
การตกแต่งบ้าน
ควรใช้สีอ่อนตกแต่งผนังบ้าน
เพราะช่วยให้ห้องสว่าง และทาผนังนอกบ้านเพื่อการสะท้อนแสงได้ดี
ใช้แสงสว่างจากธรรมชาติให้มากที่สุด
เช่น ติดตั้งกระจกหรือฟิล์มที่มีคุณสมบัติป้องกันความร้อน แต่ยอมให้แสงผ่าน
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงไม่กี่วิธีในการประหยัดพลังงาน
ยังมีวิธีที่เราสามารถช่วยโลกและช่วยกระเป๋าสตางค์ตัวเองได้อีกมากมาย
และจะเห็นได้ว่าวิธีที่แนะนำไปนั้น ไม่ใช่วิธีที่ยากเกินความสามารถของเราเลย
ภายในบ้าน
หน้าต่าง – ผ้าม่าน มูลี่
ช่องหน้าต่างที่อยู่ทางทิศตะวันตก-ตะวันออก ควรติดตั้งมูลี่ปรับแสงเพื่อกระจายแสง
และสะท้อนความร้อนได้ส่วนหนึ่ง นอกจากนี้การใช้ผ้าม่านที่หน้าต่างแบบต่างๆ
ก็จะช่วยป้องกันแสงแดด และความร้อนเข้าสู่พื้นที่ภายในห้องไปส่วนหนึ่ง
เทคนิคการระบายอากาศ
– เป็นเทคนิคที่เหมาะสมกับสภาพอากาศของบ้านเราเป็นอย่างยิ่ง
โดยให้อากาศที่สดชื่นจากภายนอกไหลเวียนเข้ามาภายในบ้าน
และระบายอากาศที่ร้อนอบอ้าวภายในออกไป โดยการเปิดช่องหน้าต่างสองด้านของห้อง
เทคนิคนี้จะทำให้ความเร็วลมที่ไหลเข้ามาในห้องเพิ่มขึ้น
การติดตั้งฉนวนกันความร้อน
– ลงไปที่ผนังและหลังคา เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลในการทำบ้านให้เย็น โดยเฉพาะห้องที่เราติดตั้งเครื่องปรับอากาศ
ฉนวนที่ผนังจะช่วยเก็บความเย็นภายในห้องไว้ได้นาน และป้องกันความร้อนจากภายนอกที่จะส่งผ่านเข้ามาทางหลังคา
และผนัง โดยเฉพาะการติดฉนวนที่ ฝ้าเพดาน และแผ่นสะท้อนความร้อนที่หลังคา ก็จะช่วยสกัดกั้นความร้อนที่มีค่าการต้านทานความร้อนมากๆ
ก็จะป้องกันความร้อนได้มากกว่า
การใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า
– เพื่อทำให้บ้านเย็นเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สร้างความสะดวกสบายที่สุดสำหรับผู้อยู่อาศัย
ได้แก่ การใช้พัดลมและเครื่องปรับอากาศ
แต่โดยปกติในบ้านมักมีความชื่นสัมพัทธ์ที่สูง 70-80% เกือบตลอดปี
จึงเป็นการยากที่จะใช้เทคนิคการระบายอากาศโดยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว
เครื่องปรับอากาศและพัดลมจึงเป็นอุปกรณ์ที่เราจำเป็นต้องมีไว้เพื่อช่วยคลายร้อนให้ในค่ำคืนที่ร้อนอบอ้าว
เพราะฝนใกล้ตกและในช่วงฤดูร้อน
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ
กับเคล็ด (ไม่) ลับ สำหรับการตกแต่งบ้านคลายร้อน
เพราะนอกจากจะสามารถช่วยลดค่าไฟภายในบ้านได้แล้วยังช่วยทำให้บ้านนั้นน่าอยู่
เหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ที่สำคัญยังช่วยต่ออายุให้กับโลกอีกด้วย
นอกจากเมืองไทยของเราจะเป็นสยามเมืองยิ้มไว้คอยตอนรับนักท่องเที่ยวแล้ว
อีกหนึ่งฉายาดังที่ควบคู่กันมา ก็คือเป็นสยามเมืองร้อนด้วย
ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ที่การสร้างบ้านในยุคใหม่จะเน้นใช้วัสดุและการตกแต่งดีไซน์ที่เป็นธรรมชาติให้มากที่สุด
ครั้นจะพึ่งเครื่องปรับอากาศ ค่าไฟที่มาแต่ละเดือนก็ทำใจเกินรับไหว
จึงขอนำเสนอเคล็ดลับการแต่งบ้านคลายร้อนให้เย็นสบาย
ให้ผู้อยู่อาศัยได้มีทางเลือกในการตกแต่งบ้าน และยังสามารถลดค่าไฟได้อีกด้วย
การทำให้บ้านเย็น
ผู้อยู่อาศัยต้องทำหลายส่วนประกอบกัน จะทำเพียงบางส่วนหรือแค่ส่วนใดส่วนหนึ่งนั้น
ผลที่ออกมาคงไม่เป็นอย่างที่หวัง นอกจากบ้านจะไม่คลายร้อนแล้ว
ท่านอาจจะเสียเวลาเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์
ภายนอกบ้าน
ต้นไม้ –
คืออุปกรณ์บังแสงแดดธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสภาพแวดล้อมมากที่สุด
ควรปลูกไม้ที่ให้ร่มเงา เช่น มะม่วง จำปี ฯลฯ ไว้ทางด้าน
ทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ เพราะมีพุ่มใบที่หนา ให้ดอกผลป้องกันแดดได้ดี
ส่วนทิศเหนือให้ปลูกไม้พุ่มเตี้ย เพื่อจะได้ไม่บังลม และสร้างความร่มรื่น
ต้นไม้ที่มีใบเล็กละเอียดสามารถรองรับความจ้าของแสงและสะท้อนความร้อนได้ดี เช่น
ต้นแก้ว ต้นเข็ม และต้นโมก ทั้งยังมีกลิ่นหอมด้วย
ผนังบ้าน
–
ควรเลือกใช้ผนังที่มีการออกแบบเพื่อป้องกันความร้อนจะทำให้บ้านลดการใช้พลังงานได้มากขึ้น
เช่น ผนังที่มีการออกแบบให้มีฉนวนอยู่ตรงกลางระหว่างชั้นมีประสิทธิภาพดีกว่าอิฐมอญ
10 เท่าดีกว่าอิฐมวลเบา 3 เท่า
ความยาวของชายคาบ้าน
– ทิศเหนือใช้ชายคายาวเพียง 0.80 – 1.00 เมตร เพราะเป็นทิศที่ได้รับแสงน้อย
แต่สำหรับทิศใต้ให้ชายคายาว 1.20 – 1.50 เมตร หรือมากกว่านี้
ส่วนตะวันออกและตะวันตกนั้นความยาวของชายคา
อาจไม่ยาวเพียงพอสำหรับการสร้างร่มเงาบนผนังและช่องหน้าต่างได้
เพราะแดดในทิศนี้ทำมุมต่ำมาก เราอาจเสริมด้วยกันสาดหรือแผงบังแดดในลักษณะต่างๆ
ตามความเหมาะสม
วัสดุมุงหลังคา
– เลือกใช้กระเบื้องที่มีสีอ่อน เพราะช่วยสะท้อนความร้อนได้มากกว่าสีเข้มถึง 50% หรือเคลือบหลังคาด้วยสีเซรามิคจะช่วยสะท้อนความร้อน
ทำให้ลดอุณหภูมิหลังคาจาก 60 องศาเซลเซียสลงไปถึง 30-40 องศาเซลเซียส
แต่การใช้สีเซรามิคจะต้องทำความสะอาดฝุ่นบนหลังคาเสมอ
เพื่อคงประสิทธิภาพการสะท้อนความร้อน แต่ถ้าเลือกใช้กระเบื้องคอนกรีต
เป็นวัสดุมุงหลังคาแล้ว ก็ไม่ควรทาสีเซรามิคอีก
การใช้สีทาบ้าน
– เทคนิคง่ายๆ อย่างหนึ่งในการช่วยสะท้อนความร้อนออกไปจากตัวบ้าน คือ
การใช้สีที่มีคุณสมบัติกันความร้อนโดยตรง
(ของบางผลิตภัณฑ์ในตลาดที่ทดสอบได้ผลแล้วอุณหภูมิลดลง 1-2 องศาเซลเซียส)
หรือสีอ่อนๆ เพราะช่วยลดอุณภูมิพื้นผิวของบ้านซึ่งจะรวมไปถึงการนำความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านอีกด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผนังด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออก
ส่วนบ้านเรือนที่อยู่ในเขตอบอุ่นที่มีฤดูหนาวถึงหนาวจัด
มักทาสีอาคารด้วยสีมืดทึมทั้งผนังและหลังคา
เพื่อช่วยดูดซับความร้อนไว้ทำให้อาคารอุ่นขึ้น