
ซิลิโคน เป็นสารเอนกประสงค์ที่ใช้ในงานก่อสร้างและงานทั่วไป ไม่ว่าสารเหล่านั้นจะเรียกว่าอะไร เรามักจะเรียกว่า ซิลิโคน เสมอๆ จึงขอแนะนำดังนี้
ซิลิโคน มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไปมากกว่า 100 ชนิด มีความสามารถในการ ยึดเกาะกับกระจกได้ดี ทนน้ำได้ดี ทนสารเคมี เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ ได้ดี แต่ใช้กับงานปูนได้ไม่ดีเท่าไหร่นักและทาสีทับไม่ได้
ซิลิโคน จึงเหมาะกับงานภายใน เช่น ใช้ยาแนวห้องน้ำ แต่มีข้อเสียตรงคุณสมบัติในการ ดูดฝุ่นเข้ามาง่ายๆ จึงต้องหมั่นทำความสะอาดบริเวณรอยต่อเหล่านี้เป็นพิเศษ
อะครีลิก ยืดหยุ่นตัวได้ดีมาก เกาะเกี่ยวกับคอนกรีตไม่ดีนัก ทาสีทับได้ นิยมใช้กับงานกระจกอลูมิเนียม
โพลียูริเทน ยึดเกาะกับคอนกรีตได้ดี ยืดหยุ่นตัวสูง ทนแสงอาทิตย์ เนื้อแข็งกว่าซิลิโคน ไม่ดูดฝุ่น ไม่เกิดเชื้อรา ทาสีทับ ได้ทันที จึงนิยมมาใช้กับรอยต่อของอาคารที่มาชนกับระหว่างอาคารเดิมกับอาคารใหม่
การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ยาแนว จึงต้องดูจุดประสงค์ให้ชัดว่าจะนำไปใช้เพื่ออะไรใช้ภายในหรือภายนอก จำเป็นต้องกันน้ำ หรือไม่ ต้องการทาสีทับหรือไม่ แล้วเลือกวัสดุให้ถูกต้องกับวัตถุประสงค์
ส่วนการปฏิบัติก่อนการใช้ ต้องปฏิบัติเหมือนๆ กันทุกผลิตภัณฑ์ คือ
1. บริเวณที่จะอุดยาแนวต้องสะอาด ปราศจากฝุ่นผง คราบน้ำมัน และคราบสกปรกต่างๆ
2. ต้องแห้ง ไม่มีน้ำ ไม่มีความชื้น
3. ผิวงานต้องราบเรียบพอสมควร
4. บริเวณที่จะอุดยาแนวต้องสกัดให้ความกว้าง-ยาว ได้สัดส่วน เช่น กว้าง 2 ซ.ม. ลึก 1 ซ.ม.

ปัญหาแตกร้าวของฝาผนังนั้นเป็น
"คู่กรรม-คู่เวร" กับผนังอิฐฉาบปูนจริงๆ และถ้าเกิดจากปัญหาโครงสร้างด้วยแล้วล่ะก็ควรให้มืออาชีพรีบมาตรวจสอบแก้ไขแต่เนิ่นๆ
ไม่ควรปล่อยไว้นาน เพราะอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ เช่น การรั่วซึมได้
แต่ถ้าเป็นรอยร้าวเล็กๆน้อยๆ หรือการแตกลายงาบนผนัง "ช่างในบ้าน" อย่างเราๆ
ก็พอจะซ่อมแซมกันเองได้
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สีเท็กซ์เจอร์ที่ใช้ทาทับรอยร้าวได้โดยไม่ต้องเรียกช่างมาสกัดผนังและฉาบปูนให้ยุ่งยาก
*เครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็น
-แปรงพลาสติก
-เกรียงโป๊
-สีเท็กซ์เจอร์และลูกกลิ้ง (มีให้เลือกทั้งชนิดหยาบหรือละเอียดตามความต้องการ)
-ภาชนะหรือถาดสำหรับใช้ผสมสี
- สีน้ำพลาสติก (เลือกเฉดสีตามความชอบส่วนตัว)
ขั้นตอนการทำงาน
1. ใช้แปรงพลาสติกขัดล้างทำความสะอาดพื้นผนังที่จะตกแต่งด้วยสีเท็กซ์เจอร์เสียก่อน
กรณีผนังเดิมผ่านการทำสีมาแล้ว ให้ใช้เกียงโป๊ขูดลอกสีเก่าออกให้หมด
จากนั้นทาสีรองพื้น 1-2 เที่ยว
เพื่อป้องกันความชื้นและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะระหว่างพื้นผิวได้ดียิ่งขึ้น
แล้วปล่อยให้ผนังแห้งสนิท
2.
ใช้ลูกกลิ้งจุ่มสีเท็กซ์เจอร์ชนิดหยาบหรือละเอียดในภาชนะแล้วกลิ้งไปบนพื้นผนังช้าๆ
ทีละ 30-40 เซนติเมตร หรือประมาณหนึ่งรอบของลูกกลิ้ง และเมื่อทาได้พื้นที่หนึ่งตารางเมตรแล้ว
ให้กลิ้งลูกกลิ้งทับอีกรอบหนึ่ง โดยกลิ้งไปในทิศทางเดียวกัน
และคอยระวังให้รอยต่อของสีเรียบสม่ำเสมอกัน
ในกรณีที่ต้องการตกแต่งลวดลายที่ต่างไปจากลูกกลิ้ง อาจใช้เกรียงหรืออุปกรณ์อื่นๆ
ช่วยทำลวดลายได้ตามใจชอบในทันทีที่ฉาบสีเท็กซ์เจอร์แล้ว
3.ผิวเท็กซ์เจอร์ที่ปรากฏขึ้นอาจบางหรือหนา สั้นหรือยาวบ้าง
ขึ้นอยู่กับน้ำหนักมือที่เรากลิ้งเนื้อสีไปที่ผนังนั่นเอง
และเมื่อปล่อยให้ผนังแห้งพอประมาณ (3 ชั่วโมง) แล้ว
ให้นำเฉดสีที่ต้องการมาทาทับหน้าอีกครั้งเพื่อความสวยงาม
และสามารถใช้งานได้หลังจากผ่านไปแล้ว 24 ชั่วโมง หมายเหตุ :
การทำพื้นผิวในลักษณะนี้ อาจทำให้ผนังห้องมีการสะสมฝุ่นมากกว่าปกติ
ดังนั้นเราจึงต้องหมั่นดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ
ขอขอบคุณ : บริษัท โจตันไทย จำกัด
เอื้อเฟื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ในการทาสีเท็กซ์เจอร์ (สีนูนโปร์ไฟล์)
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2750-3355
*** สีเท็กซ์เจอร์ เป็นสีที่มีส่วนผสมของเกล็ดหินอ่อนเพื่อให้มีพื้นผิวที่ขรุขระ
สามารถฉาบทับรอยร้าวและพื้นผิวที่ไม่เรียบได้ดี
และช่วยปกปิดรอยต่อของแผ่นฝ้าเพดานได้มิดชิด
เหมาะสำหรับงานตกแต่งพื้นผิวทั้งภายในและภายนอกอาคาร มีให้เลือกใช้ 2
รูปแบบด้วยกันคือ ชนิดละเอียด (FINE) ซึ่งออกแบบมาสำหรับงานที่ต้องการสร้างลายแบบละเอียดหรือดูเหมือน"เม็ดทราย"
และชนิดหยาบ (COARSE) มีเนื้อสีที่หยาบและขรุขระ
ให้ลายที่ชัดเจน ใช้ได้กับผนังคอนกรีต งานอิฐ ไม้ ฯลฯ
เรื่องน่ารู้
การเลือกสีทาบ้าน
สีทาบ้าน - อาจเรียกได้ว่า
เป็นสิ่งที่สามารถบ่งบอกรสนิยมของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี สีแต่ละสี
ย่อมให้ความหมาย ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป สีโทนเย็น ให้ความรู้สึกสงบเย็น ผ่อนคลาย ดูแล้วสบายตา มีความเป็นอิสระ เช่น สีขาวอมฟ้า
สีม่วง สีเขียว และน้ำเงิน ในส่วนของสีโทนร้อนหรือโทนอุ่นนั้น
จะให้ความรู้สึกที่สดใส รู้สึกตื่นตัวกระฉับกระแฉง กระตือรือร้น มีชีวิตชีวา เช่น
สีส้ม สีแดง สีขาวอมเหลือง
โทนสีและผลของ ความรู้สึก
ความรู้สึก ในการมองสีแต่ละสี ย่อมไม่เหมือนกัน สีดำ ให้ความรู้สึก เข้มแข็ง ดูทันสมัย มักนิยมใช้เป็นสีพื้น
เพราะสามารถทำให้สีอื่นๆ ที่ร่วมด้วย ดูโดดเด่นชัดขึ้น แต่ทั้งนี้ สีดำปกติแล้ว
ไม่นิยมนำมาใช้เป็นสีทาบ้าน แต่อาจใช้เป็นสีพื้นของเฟอร์นิเจอร์แทน
หากเป็นสีทาภายในแล้วหละก็ โทนดำๆ เทาๆ อาจทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกหดหู่ได้
สีน้ำตาล เป็นสีออกแนวธรรมชาติ
ซึ่งดูอบอุ่นสวยงาม สามารถนำมาใช้ได้กับทุกห้อง หากเป็น สีเขียวก็เช่นเดียวกัน ปกติจะหมายถึงสัญลักษณ์ของธรรมชาติอยู่แล้ว การทาสีบ้าน สีน้ำตาลและเขียว
เปรียบเสมือนต้นไม้ใบหญ้า ส่งผลให้ผ่อนคลายสภาพจิตใจก็ดีไปด้วย เหมาะมากๆ กับการทาสีบ้าน
ทาสีห้องนอน หรือห้องอื่นๆก็ได้
สีน้ำเงิน หรือจะเป็นโทนสีฟ้า สีนี้ทำให้ดูสดใส ร่าเริง เบิกบาน สบายตา
ข้อดีคือทำให้ห้องดูกว้างและมีชีวิตชีวา เหมาะกับ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ
หรือห้องทั่วๆไปแล้วแต่ความชอบส่วนตัว
โครงสี ขั้นตอนการกำหนด
โครงสี นั่นหมายถึง
สีหลักที่จะใช้ทาบ้าน เช่น ทาสีผนังบ้าน พื้น เพดาน พรม โดยทั่วไปแล้ว
มักนิยมใช้เพียงแค่ประมาณ 3-4 สี
โดยให้เป็นสีต่างกันแต่โทนเดียวกัน เพื่อความกลมกลืน ทั้งนี้ บ้านที่มีสีกลมกลืนกัน
ยังถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยจีนอีกด้วย ทำให้ผู้อยู่อาศัยรักใคร่และกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกัน
โดยจะมีขั้นตอนการเลือกกำหนดโครงสีดังนี้
- เลือกสีหลัก หมายถึง
สีที่ใช้สำหรับพื้นที่ส่วนใหญ่ของห้อง เช่น สีทาพื้นเพดาน ฝาผนัง
โดยต้องกำหนดสีที่โดนใจมาก่อนสักหนึ่งสี แล้วจึงเลือกระดับสีอ่อนเข้ม หากอ่อน
ก็จะช่วยหลอกตาให้ห้องดูกว้างขึ้นได้
- เลือกสีรอง หมายถึง สีที่เข้ากันได้กับสีหลัก
คำว่าเข้ากันได้นี้ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นโทนเดียวกันเสมอไป แต่อาจหมายถึง
สีตัดกันก็ได้ แต่ไม่ควรเกิน 2 สี อาจใช้กับ ประตู
หน้าต่าง ผนังห้องบางส่วน เฟอร์นิเจอร์ชิ้นหลัก
- เลือกระดับความเข้มของสี ในสีเดียวกันนั้น ยังมีสีย่อยๆ
ได้อีกหลายสี โดยสามารถปรับระดับความเข้มอ่อนของสี ใช้น้ำหนักที่แตกต่างกัน
เพื่อให้ห้องดูกลมกลืน อบอุ่น เช่น หากห้องของคุณมีสีหลักเป็นสีฟ้า
อาจมีสีรองเป็นสีเหลือง คุณอาจเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ผ้า
ในโทนสีเหลืองเข้มก็ได้
- เลือกเน้นสี หมายถึง สีของวัตถุ
ที่ใช้สำหรับตกแต่ง วัตถุชิ้นเล็กๆ
ส่วนใหญ่มักนิยมใช้วัตถุที่มีสีสันต่างจากสีหลักและสีรอง
เพื่อความโดดเด่นของวัตถุ ส่งผลให้มีความสดชื่น มีชีวิตชีวา แต่ทั้งนี้
ก็ไม่ควรเยอะจนเกินไป
สีตัดกัน
การเลือกโทนสีที่ตัดกัน ก็เป็นที่นิยม โดยเป็นสีตามคู่ตรงข้ามนั่นเอง
เช่น สีน้ำเงินตัดกับสีส้ม สีเหลืองตัดกับสีม่วง สีแดงตัดกับสีเขียว
สีที่ตัดกันจะทำให้ห้องดูสดใส ไม่น่าเบื่อ เช่น หากคุณเลือกสีห้องในโทนสีน้ำเงิน
หรือฟ้า คุณอาจใช้ผ้าม่าน หรือผ้าปูที่นอน สีส้ม ก็จะทำให้ดูตัดกันได้อย่างลงตัว
การแตกร้าวในอาคาร
การแตกร้าวในอาคารนั้นมีด้วยกันหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะมาจากการทรุดของดิน หรือการเสื่อมไปตามอายุก่อ แต่โดยหลักๆ แล้ว การแตกร้าวในอาคารแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ
ชนิดแตกร้าวแบบไม่เป็นอันตราย - จะมีลักษณะเป็นเส้นเล็กๆ ขนาดเท่าเส้นผม เช่น การแตกร้าวลายงาของผนังปูนฉาบ การแตกร้าวของผิวหินขัด การแตกร้าวของกรวดล้างทรายล้าง การแตกร้าวของพื้นโรงรถเป็นต้น ถึงแม้การแตกร้าวเหล่านี้จะส่ง ผลด้านความสวยงาม แต่ก็ไม่มีอันตรายกับโครงสร้างของบ้าน เพียงแต่อาจจะทำให้มีบางจุดที่ร้าวนั้นเกิดการรั่ว - ซึมได้
ชนิดการแตกร้าวที่เป็นอันตราย – ซึ่งการแตกร้าวลักษณะนี้จะเป็นการแตกร้าวที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างของอาหารรวมทั้งผนังปูนต่างๆ เช่น การแตกร้าวของ เสา คาน พื้น แตกร้าวจนมองเห็นเหล็กภายในรอยแตกร้าว เหล่านี้ จะเป็นเส้นใหญ่มากกว่า 0.5 มม. หรือขนาดที่ปลายดินสอกด สามารถสอดเข้าไปในรอยแตกได้
การรั่ว – ซึม และการใช้ซิลิโคน
จากบทความข้างต้นที่เขียนถึงการแตกร้าวแบบไม่เป็นอันตราย คราวนี้เราก็มาอ่านวิธีการซ่อมแซมรอยแตกร้าวเหล่านั้นเพื่อป้องกันการรั่ว – ซึม ที่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยการใช้ ซิลิโคน
ซิลิโคน เป็นสารเอนกประสงค์ใช้ในงานก่อสร้างและงานทั่วไปไม่ว่าสารเหล่านั้นจะเรียกว่าอะไร เราจะเรียกว่า ซิลิโคน เสมอๆ จึงขอแนะนำดังนี้
ซิลิโคน มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป นับ 100 ชนิด ยึดเกาะกับกระจกได้ดี ทนน้ำได้ดี ทนสารเคมี เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ ได้ดี แต่ใช้กับงานปูนได้ไม่ดีนักและทาสีทับไม่ได้ ซิลิโคนมีคุณสมบัติในการ ดูดฝุ่นเข้ามาง่ายๆ จึงต้องหมั่นทำความสะอาดบริเวณรอยต่อเหล่านี้เป็นพิเศษ
ซิลิโคน จึงเหมาะกับงานภายใน เช่น ใช้ยาแนวห้องน้ำเพราะยืดหยุ่นตัวได้ดีมาก แต่เกาะเกี่ยวกับคอนกรีตไม่ดีนัก ชนิดทาสีทับได้ มักนิยมใช้กับงานกระจกอลูมิเนียม
โพลียูริเทน จะยึดเกาะกับคอนกรีตได้ดี ยืดหยุ่นตัวสูง ทนแสงอาทิตย์ เนื้อแข็งกว่่าซิลิโคน ไม่ดูดฝุ่น ไม่เกิดเชื้อรา ทาสีทับ ได้ทันที จึงนิยมมาใช้กับรอยต่อของอาคารที่มาชนกับระหว่างอาคารเดิมกับอาคารใหม่
การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ยาแนว จึงต้องดูจุดประสงค์ให้ชัดว่าจะนำไปใช้เพื่ออะไรใช้ภายในหรือภายนอก จำเป็นต้องกันน้ำหรือไม่ ต้องการทาสีทับหรือไม่ แล้วเลือกวัสดุให้ถูกต้องกับวัตถุประสงค์
ส่วนการปฏิบัติก่อนการใช้ ต้องปฏิบัติเหมือนๆ กันทุกผลิตภัณฑ์ คือ
1. บริเวณที่จะอุดยาแนวต้องสะอาด ปราศจากฝุ่นผง คราบน้ำมัน และคราบสกปรกต่างๆ
2. ต้องแห้ง ไม่มีน้ำ ไม่มีความชื้น
3. ผิวงานต้องราบเรียบพอสมควร
4. บริเวณที่จะอุดยาแนวต้องสกัดให้ความกว้าง-ยาว ได้สัดส่วน เช่น กว้าง 2 ซ.ม. ลึก 1 ซ.ม.

ทุกวันนี้ การอยู่อาศัยในห้องกลายมาเป็นที่นิยมมากขึ้น
ทั้งการอยู่แบบคอนโดมิเนียม อพาร์ตเม้นต์
หรือแม้แต่การปรับแต่งห้องนอนเดิมให้ใช้งานอย่างอื่นเพิ่ม
ห้องของแต่ละคนก็มีปัญหาหรือข้อจำกัดต่างกันไป เราได้รวบรวมมาไว้ 5 ข้อ
พร้อมชี้แนะทางออกให้ด้วยวิธีง่ายๆ
แม้ห้องที่เรายกมาเป็นตัวอย่างจะไม่เหมือนห้องของคุณเสียทีเดียว แต่รับรองว่าไอเดียเหล่านี้
นำไปใช้ได้แน่นอน
1."ข้าวของเยอะ แต่มีที่น้อย"
ขนาดเพียง 20 ตารางเมตร
ไอเดีย ปัญหานี้ ต้องแก้ด้วยการทำที่เก็บของให้เยอะที่สุด โดยคำนึงว่า
ยิ่งซ่อนได้มากก็ยิ่งไม่รก ขณะเดียวกันก็ต้องหยิบใช้ได้สะดวกด้วย
1.ยกพื้นเตียงขึ้นไป ด้านล่างเก็บของได้เยอะเลย โดยเฉพาะของที่ไม่ต้องใช้งานบ่อยๆ
เหมาะมาก
2.ระหว่างตู้สองตู้ ติดราวเสื้อเข้าไป กลายเป็นตู้เสื้อผ้าได้ง่ายๆ
แถมติดม่านเข้าไปอีกหน่อย แค่นี้ก็เรียบร้อยน่าดู
3.ตู้สองชั้น ชั้นในทำเป็นตู้เก็บของติดผนัง ส่วนชั้นนอก ใส่รางเลื่อนเข้าไป
ให้สามารถเลื่อนไปมาได้ ดูคล้ายๆประตูตู้แบบบานเลื่อน แต่เก็บของได้
4.ตู้ลิ้นชักแบบแนวตั้ง ตู้รูปแบบนี้ ช่วยให้คุณเก็บของได้มากโดยใช้พื้นที่นิดเดียว
แถมเมื่อปิดเข้าไปยังดูเรียบร้อยอีกด้วย
แต่ไม่ควรออกแบบให้หน้าตู้ลิ้นชักแต่ละอันกว้างเกินไป จะทำให้หนักและเลื่อนยาก
5.เหนือโต๊ะทำงานที่ปลายเตียง ลองขโมยพื้นที่บนอากาศ
ทำเป็นชั้นห้อยลงมาจากฝ้าเพดาน เก็บของได้ไม่น้อย
2."มีหน้าต่างรอบด้าน แต่งยากจัง"
ขนาดเพียง 28 ตารางเมตร
ไอเดีย ห้องนอนสมัยนี้ชอบออกแบบให้เห็นวิวข้างนอกเยอะๆ จึงมีหน้าต่างอยู่รอบด้าน
ทำให้คุณไม่รู้จะหันหัวเตียงไปทางไหน ไม่รู้จะวางตู้เสื้อผ้าอย่างไร ไม่ยากเลย
แค่ปรับเปลี่ยนความเคยชินของคุณเล็กน้อยเท่านั้น
1.หัวเตียงไม่จำเป็นต้องอยู่ชิดผนังก็ได้ ลากออกมาอยู่กลางห้องเสียเลย
โดยหันเตียงให้สามารถมองเห็นวิวได้ขณะที่นอน
2.โต๊ะทำงานก็อยากมองวิวนอกหน้าต่าง ดึงมาวางกลางห้องชนกับหัวเตียง
ช่วยให้หัวเตียงดูไม่ล่องลอยเกินไป เป็นมุมทำงานที่มองวิวได้รอบด้าน
3.ปลายเตียงวางม้านั่งยาว หรือตู้วางทีวีก็ได้
แต่ควรเลือกใช้ตู้เตี้ยๆจะได้ไม่บังวิว
4.ผนังทึบที่มีอยู่อย่างน้อย 1 ด้าน
แน่นอนว่าต้องใช้วางตู้เสื้อผ้าหรือทำตู้บิลท์อิน ไม่มีทางเลือกอื่น
3."ห้องเดียว เป็นทุกอย่าง"
ขนาดเพียง 24 ตารางเมตร
ไอเดีย ห้องครัว ห้องทำงาน ห้องนอน ห้องรับแขก ห้องกินข้าว
ถูกอัดอยู่ในห้องเดียวไม่ใช่ปัญหา
แต่ที่สำคัญต้องดูที่พฤติกรรมและจัดวางให้เกิดความเป็นสัดส่วน
1.ตู้รองเท้าจัดให้อยู่ใกล้กับประตูทางเข้า ใกล้กับเคาน์เตอร์เตี้ยสำหรับปรุงอาหาร
เลือกใช้ตู้เย็นตั้งพื้นขนาดเล็กซ่อนไว้ใต้เคาน์เตอร์พอดี ด้านบนวางเตาอบไมโครเวฟ
และด้านบนทำตู้แขวนวางถ้วยชาม 2.โต๊ะทำงานอยู่ชิดผนัง
ด้านบนทำเป็นตู้สำหรับวางหนังสือและอุปกรณ์ทำงาน
และใช้พื้นที่บนผนังสำหรับติดรูปหรือแขวนของ
3.มุมนั่งเล่น จัดให้อยู่ใกล้กับส่วนทำงาน ใช้เป็นมุมกินข้าวไปด้วยในตัว
และเมื่อมีเพื่อนมาเยี่ยมก็ลากเก้าอี้ทำงานมานั่งคุยกันได้
4.ใช้ตู้วางทีวีที่เป็นตู้สูงแทนผนัง กั้นสัดส่วนระหว่างที่นอนกับมุมนั่งเล่น
5.ที่นอนทำเป็นยกพื้นสูง เพื่อแบ่งพื้นที่ส่วนนอนให้ดูเป็นสัดส่วนยิ่งขึ้น
พื้นที่ใต้เตียงทำเป็นตู้เก็บของได้อีก
6.ระเบียงห้องส่วนที่ต่อเนื่องกับส่วนนอน ยกพื้นสูงขึ้นเช่นกัน แล้วปูพื้นไม้
เอาไว้นั่งๆนอนๆในบรรยากาศ
ของสวนระเบียง เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการใช้งานเป็นหนึ่งเดียว
เพิ่มพื้นที่ใช้สอยของทั้งสองส่วน โดยมีเพียงแค่ประตูกระจกบานเลื่อนกั้น
7.พื้นที่ระเบียงส่วนนี้ไม่ต้องยกพื้น
วางไม้กระถางที่ชอบจัดเป็นมุมสวนระเบียงขนาดเล็ก
4."ใช้งานได้ แต่ขอให้โล่งด้วย"
ขนาดเพียง 20 ตารางเมตร
ไอเดีย ห้องเล็กๆจะให้ใช้งานได้ก็ต้องมีเฟอร์นิเจอร์ แล้วจะให้โล่งได้อย่างไร อ้อ
ก็แค่ทำให้เฟอร์นิเจอร์ซ้อน พับ และเก็บเข้าไปกับผนังรอบๆ ก็เท่านั้นเอง
1.ผนังข้างเตียงทำเป็นตู้บิลท์อิน เพื่อให้พับเตียงนอนขึ้นไปเก็บได้ พื้นที่ที่เหลือก็ทำเป็นตู้และชั้นเก็บของ
2.โต๊ะทำงานออกแบบเป็นแบบบิลท์อินชิดผนัง ด้านล้างปล่อยโล่ง
ซื้อตู้ลิ้นชักแบบที่มีล้อเลื่อน สำหรับใส่อุปกรณ์ทำงานจุกจิก
ปกติจะถูกซ่อนอยู่ใต้โต๊ะ แต่ถ้าเอกสารงานที่ต้องทำเยอะๆ วางบนโต๊ะไม่พอ
ก็เลื่อนตู้ลิ้นชักออก หลังตู้ใช้แทนโต๊ะได้อีกตัว
3.เมื่อต้องการความเป็นส่วนตัวในส่วนนอน ก็เลื่อนฉากที่ซ่อนที่ผนังออกมาบัง
เป็นบานเลื่อนแบบสองตอน ใช้แทนผนังได้เลย
4. มุมกินข้าวและนั่งเล่น ทำเป็นเคาน์เตอร์ติดผนัง ด้านบนวางทีวี
ด้านล่างปล่อยโล่ง เอาไว้เก็บซ่อนโต๊ะและเก้าอี้ เมื่อต้องการใช้งานก็เลื่อนออกมา
ใช้เสร็จก็เลื่อนเก็บเข้าไป ที่สำคัญอย่าลืมติดล้อที่ขาเก้าอี้และขาโต๊ะด้วย
5.เลือกใช้โซฟาเบด สำหรับนั่งพักผ่อนและรับรองเพื่อนฝูงที่จะมานอนค้างได้
5."เสาใหญ่ยื่น ไม่สวยเลย"
ขนาดเพียง 20 ตารางเมตร
ไอเดีย เสาเจ้าปัญหา และบางทีก็ยังมีช่องท่ออีกที่ยื่นออกมาจากผนังห้อง
ดูไม่มีที่มาที่ไปเสียเลย อย่างนี้ต้องแก้ด้วยหลักของความสมมาตร
และแต่งเสาให้สวยไปเลย
1.ทำตู้เก็บของแบบบิลท์อินให้มีขนาดและยื่นออกจากผนังเท่ากับขนาดของเสา
เพื่อสร้างความสมมาตร
2.ตกแต่งพื้นผิวของเสาและตู้เก็บของให้มีพื้นผิวเหมือนกัน เช่น
ถ้าหน้าบานตู้กรุกระจกก็ให้กรุกระจกที่เสาด้วย เป็นต้น
3.หน้าบานของตู้เก็บของ ควรออกแบบให้ดูเรียบ
มือจับตู้ควรออกแบบให้ดูกลมกลืนกับหน้าบานหรือแบบไม่มีมือจับเลย
เพื่อให้ดูกลมกลืนกับฝั่งที่เป็นเสา
4.พื้นที่ตรงกลางระหว่างเสาและตู้ ทำเป็นโซฟาแบบบิลท์อิน เอาไว้นั่งเล่นพักผ่อนในห้องนอน
หรือวางโต๊ะทำงานเข้าไปก็ได้
โดยพยายามให้ความกว้างของโซฟาและโต๊ะทำงานเท่ากับขนาดของเสาที่ยื่นออกมาพอดี
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก
®Amarin
Printing and Publishing PCL®
ปัญหาผนังรั่วซึมในช่วงหน้าฝน เป็นปัญหาที่แทบทุกบ้านจะต้องเจอ
ซึ่งอาจจะทำให้เจ้าของบ้านต้องปวดหัว เพราะปัญหาผนังรั่วซึม
จัดได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา การเกิดเชื้อราบนฝาผนัง
สีหลุดร่อน ผนังแตกร้าว
น้ำ
คือตัวการสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้สีหลุดร่อน
น้ำหรือความชื้นที่ขังอยู่ระหว่างสีและผิวของไม้หรือผนังทำให้สีหลุดร่อน ผนังแตก
และอาจเกิดเชื้อรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้ทำความสะอาดพื้นผิวก่อนการทาสี
ความชื้นอาจจะเข้าสู่เนื้อวัสดุได้ง่าย ความเสียหายภายหลังฝนจึงมักปรากฏอยู่เสมอ
ปัญหานี้คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า
เมื่อทำการผสมน้ำยากันซึมลงไปในคอนกรีตแล้ว
จะทำให้น้ำยาสามารถกันน้ำรั่วซึมได้ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ทว่า แท้จริงแล้ว ในขั้นตอนการทำงานซ่อมแซมผนัง
ยังมีโอกาสอีกมากที่จะเกิด “รูพรุนรั่วซึม” หรือที่เรียกว่า
“การเกิดช่องว่างในเนื้อคอนกรีต” ซึ่งจะทำให้น้ำสามารถซึมผ่านผนังกำแพงออกมาได้
นอกจากนี้
ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ผนังรั่วซึม อันได้แก่
โครงสร้างของกำแพงคอนกรีตที่ไม่มีโครงสร้างระบบกันซึม
และโครงสร้างที่เกิดรอยแตกร้าว เนื่องจากการทำงานหรือการก่อสร้างที่ไม่ถูกวิธี
หรือแม้แต่การเกิดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในช่วงนั้น จนสามารถเกิดรอยแตกร้าว
ซึ่งเป็นจุดที่ให้น้ำสามารถรั่วซึมได้
หรืออาจจะเกิดจากผนังคอนกรีตที่สร้างไว้นานแล้ว
เกิดการเสื่อมสภาพไปตามอายุการใช้งาน
เริ่มจาก ผนังปูน
(ก่ออิฐฉาบปูน) ผนังประเภทนี้มีปัญหาสากลคือ การร้าว สาเหตุของการร้าวมีดังนี้
-
อิฐทรุดตัว
ส่งผลให้ปูนฉาบร้าว หากทรุดตัวมากผนังจะเสียรูปคือ บวม หรือเบี้ยว
ต้องมีการทุบและก่อใหม่แต่ส่วนมากไม่รุนแรงมากการแก้ไขทำได้โดยสกัดผิวและฉาบแต่งใหม่ด้วยปูนฉาบหรือวัสดุกันซึมต่างๆ
-
ปูนฉาบหัวตัว สาเหตุหลักมาจากช่วงเวลาของการฉาบปูนภายนอกอาคาร
หากฉาบในช่วงเวลาที่อากาศร้อนจัดหรือผนังอยู่ฝั่งที่โดนแสงแดดโดยตรงจะส่งผลให้ผนังหดตัว
เนื่องจากปูนฉาบแห้งเร็วเกินไปการแก้ไขทำได้โดยยาแนวรอบรอยร้าว
ด้วยวัสดุกันซึมที่ไม่มีการยืดหดตัวสูง
-
การรั่วซึมอีกอย่างของผนังปูนคือ การฉาบผนังเพียงด้านเดียว
พบมากกับอาคารประเภทตึกแถว
การก่อผนังแล้วปล่อยเปลือยจะส่งผลให้น้ำซึมผ่านรอยต่อของอิฐเข้ามาสู่ผนังด้านใน
เนื่องจากไม่มีปูนฉาบเป็นตัวขวางกั้น อีกทั้งตัวอิฐมอญ (อิฐแดง), คอนกรีตบล็อก
(สีเทาๆ) หรือคอนกรีตมวลเบา (สีขาวๆ) จะมีคุณสมบัติในการดูดซึมน้ำ
ดังนั้นนอกจากน้ำจะรั่วแล้วผนังยังจะชื้นตลอดเวลา
ทางที่ดีควรจะฉาบผนังทั้งสองด้านและผนังด้านนอกควรผสมกันซึมลงในปูนฉาบด้วย
-
ปูนฉาบหรือวัสดุเคลือบผิวหมดสภาพ
ตามอายุการใช้งาน สีทาอาคารควรจะมีอายุการใช้งานสูงสุด 10 ปี ดังนั้นต้องหมั่นดูแลรักษา
ทาสีเพื่อรักษาตัวปูนฉาบด้วย ส่วนปูนฉาบจะมีอายุการใช้งานประมาณ 20-25 ปี
หลังจากนั้นเนื้อปูนจะสูญเสียประสิทธิภาพ
ลักษณะจะร่วนและไม่เกาะตัวทำให้อาคารเก่าบางแห่งรั่วซึม
เนื่องจากปูนฉาบอาคารหมดสภาพขาดการดูแลรักษา
การหมั่นตรวจสอบและซ่อมแซมการใช้วัสดุทาผิวที่มีคุณสมบัติดีป้องกันแสงแดด
และมีการยึดเกาะสูงจะช่วยยืดอายุการใช้งานของผนังฉาบ
-
ผนัง บานประตู หน้าต่างที่เป็นไม้ สาเหตุหลักของบ้านฝาไม้ที่เกิดการรั่วซึม
เนื่องจากการยึดหดตัวของไม้ และการที่ไม้แตก สิ่งที่กระตุ้นอาการเหล่านี้ คือ
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการอยู่ของเจ้าของเดิม
บ้านเหล่านี้ก่อสร้างภายใต้สภาพแวดล้อมอากาศตามธรรมชาติ
เมื่อเวลาผ่านไปการใช้เครื่องปรับอากาศกลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต
มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพื่อลดความร้อน จากสภาพอากาศ
เกิดความแตกต่างของอุณหภูมิภายในกับภายนอก ทำให้ไม้เกิดการยึดหดตัวอย่างรุนแรง
เกิดร่องรอย และแผ่นไม้แตกตามรอยตะปู
เนื่องจากการบิดตัวส่งผลให้น้ำสามารถลอดผ่านเข้ามาภายในบ้าน การแก้ไข
คือหากต้องการติดเครื่องปรับอากาศ
ท่านจะต้องลงทุนกรุผนังภายในด้วยยิปซัมบอร์ดเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในไว้และป้องกันความร้อนเข้า
และเนื่องจากยิปซัมต้องมีโครง อากาศภายในช่องว่างจะทำหน้าที่เป็นฉนวน
ซึ่งจะช่วยประหยัดไฟด้วย เนื่องจากทำห้องให้เป็นเหมือนคูลเลอร์
ในส่วนอื่นๆ
ของบ้านที่เจ้าของบ้านควรเอาใจใส่เช่นกัน คือ สวนหน้าบ้าน
เพราะบางครั้งประสบปัญหาน้ำท่วมขัง บริเวณสวน
จนทำให้ต้นไม้สุดรักสุดหวงของท่านล้มตายระเนระนาด การแก้ปัญหาก็ทำได้ง่ายๆ ดังนี้
-
การพรวนดินให้ร่วนซุยเป็นประจำจะทำให้ดิน
โปร่ง มีช่องว่างให้ดินดูดซับน้ำไว้ได้มาก
และทำให้น้ำซึมซับลงในระดับที่ลึกกว่าปกติทำให้ดินไม่ชังน้ำและทำให้รากเน่า
-
ทำทางระบายน้ำในสวน
อาจจะทำพื้นเอียงลาดชันเพื่อให้สามารถระบายน้ำได้เร็ว
-
หมั่นเก็บกวาดเศษใบไม้ บริเวณสวน
เพื่อไม่ให้ใบไม้ไปอุดตันบริเวณท่อน้ำ
เพราะฉะนั้น
การเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาบ้านในหน้าฝนนั้นจึงเป็นสิ่งที่เจ้าของบ้านควรหมั่นดูแลรักษาอยู่เสมอ
และไม่ควร หลีกเลี่ยงเกี่ยงทำเป็นอย่างยิ่ง
เพราะผนังบ้านมีจุดอ่อนมากมายทิ่อาจจะสร้างปัญหาจนทำให้ต้องปวดหัว
และอาจเสียค่าใช้จ่ายในจำนวนสูง ซึ่งในขณะที่ท่านกำลังอ่านบทความนี้อยู่
ตัวท่านเอง หรือบางท่านอาจกำลังประสบปัญหาเหล่านี้อยู่ก็ได้...